bitkub-banner

BlackRock ชี้อารมณ์ตลาด Bitcoin เริ่มเปลี่ยนทิศ หลังแยกตัวไม่เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้น

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ระบุว่า อารมณ์ตลาดที่มีต่อ Bitcoin กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 60,000 ถึง 65,000 ดอลลาร์มานานกว่าสองเดือน
  • Bitcoin เริ่มแยกตัวจากตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปี และในเดือนกรกฎาคมที่หุ้นกลุ่ม AI ปรับฐานแรง Bitcoin กลับทำผลงานได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
  • กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน รวมกว่า 853.5 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว โดย IBIT ของ BlackRock คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดรวม

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish

แม้ราคาจะยังติดอยู่ในกรอบแคบและร่วงลงเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี แต่สัญญาณเบื้องหลังกลับสวนทาง โดยเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง 5 วันทำการ บวกกับพฤติกรรมของนักลงทุนที่ยังคงสะสมเพิ่ม แม้ราคาปรับตัวลง สะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวที่แข็งแกร่งกว่าที่ราคาปัจจุบันบอกไว้

Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เชื่อได้ว่า มุมมองและอารมณ์ของตลาดที่มีต่อ Bitcoin กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด 

แม้ว่าราคา Bitcoin จะยังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบระหว่าง $60,000 ถึง $65,000 มานานกว่าสองเดือนแล้วก็ตาม 

โดย Robert Mitchnick ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า “เราเห็นอารมณ์ตลาดเริ่มเปลี่ยนทิศทางในระดับที่สังเกตได้ แต่มีความแยบคายในช่วงเดือนที่ผ่านมา คุณจะเห็นว่า Bitcoin เริ่มแยกตัวไม่เคลื่อนไหวตามหุ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 

ซึ่งในช่วงแรก การแยกตัวนี้ส่งผลเสียต่อ Bitcoin เนื่องจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI กำลังพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ในขณะที่ Bitcoin กลับทรงตัวหรือปรับตัวลดลง”

ปัจจุบันราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) และต่ำกว่าระดับราคาเมื่อปีที่แล้วราว 50% โดยมีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ $63,853 ลดลงประมาณ 2% ในรอบ 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ Robert Mitchnick ชี้ว่า ผลงานของ Bitcoin เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในช่วงหลังเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเขาระบุว่า 

“ในเดือนกรกฎาคม เมื่อหุ้นกลุ่ม AI เจอกับการย่อตัวลงแรง Bitcoin กลับทำผลงานได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการแยกตัวจากตลาดหุ้นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานที่นักลงทุนหลายคนใช้มอง Bitcoin ในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยง และเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤต ที่อาจเกิดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของพอร์ตการลงทุน”

นักลงทุน ETF ยืนหยัดซื้อสะสมระยะยาว ดันยอดเงินไหลเข้าสูง

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบของขาลงรอบนี้ ที่มีต่อนักลงทุนในกองทุน Spot Bitcoin ETF ทาง Robert Mitchnick  อธิบายว่า ฐานนักลงทุนใน ETF มีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ “เน้นปัจจัยพื้นฐาน มุ่งเน้นการลงทุนระยะยาว และถือยาว (Buy-and-hold)” มาโดยตลอด 

พร้อมเสริมว่า “Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงมาโดยตลอด โดยผ่านวัฏจักรพุ่งขึ้นและดิ่งลงครั้งใหญ่มาแล้วถึง 5 รอบ ซึ่งในแต่ละรอบ วัฏจักรจะจบลง ณ ระดับราคาที่สูงกว่ารอบก่อนหน้าเสมอ แม้ระหว่างทางจะต้องเจอกับความผันผวนอย่างหนักก็ตาม และในรอบปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น”

ข้อมูลล่าสุดยังช่วยสนับสนุนแนวคิดที่ว่า นักลงทุน ETF ยังคงพร้อมที่จะเข้าซื้อสะสมแม้ราคา Bitcoin จะปรับตัวลง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ บันทึกสัปดาห์ที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 853.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 5 วันทำการติดต่อกัน 

โดยกองทุนของ BlackRock (IBIT) กวาดเงินไหลเข้าสูงถึง 693.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของเงินไหลเข้ารวมทั้งหมด ขณะที่กองทุนของ Fidelity มีเงินลงทุนไหลเข้าตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยสัดส่วน 13% หรือคิดเป็นมูลค่า 116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยเร่งจากเหตุการณ์ Coldcard ส่งผลให้เงินลงทุนไหลออกจาก Self-Custody เข้าสู่กองทุน ETF

เหตุการณ์ช่องโหว่ทางเทคนิคของ Coldcard นำไปสู่การขโมย Bitcoin มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปจากระบบจัดเก็บแบบ Cold Storage ซึ่งจุดประเด็นคาดการณ์ที่ว่า นักลงทุนบางส่วนกำลังโยกย้าย Bitcoin จาก Self-custody เข้าสู่กองทุน ETF เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่า

ทางด้าน Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสจาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้งของ BlackRock, Fidelity รวมถึงเจ้าอื่นๆ ต่างมีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกวันนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แฮกกระเป๋า Coldcard ซึ่งเขามองว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สองเหตุการณ์นี้จะไม่เกี่ยวข้องกัน โดยเหตุแฮกดังกล่าวน่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่ดันให้เงินลงทุนไหลเข้ากองทุน ETF เหล่านี้

ที่มา : theblock


มุมมองผู้เขียน : ถ้า Bitcoin สามารถแยกทิศทางการเคลื่อนไหวออกจากหุ้นกลุ่ม AI ได้อย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งมีโอกาสสูงที่นักลงทุนสถาบันจะหันมามอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง  มากกว่าจะเป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไรตามกระแส AI เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา