สรุปข่าว
- วุฒิสภาสหรัฐฯ เตรียมลงมติตามขั้นตอน สำหรับร่างกฎหมาย CLARITY Act ในวันที่ 15 กันยายน เวลา 14:15 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ตรงกับตี 1:15 น. ของไทยในวันที่ 16 กันยายน โดยต้องใช้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียงจึงจะผ่านไปสู่ขั้นตอนถัดไปได้
- มี 5 ประเด็นร้อนที่ยังหาข้อสรุปไม่ลงตัว ตั้งแต่เรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรับผิดชอบของนักพัฒนา DeFi ไปจนถึงศึกผลตอบแทนสเตเบิลคอยน์ที่ธนาคารพาณิชย์ออกโรงคัดค้าน
- หากร่างกฎหมายล้มไม่เป็นท่า ตลาดอาจเผชิญแรงเทขายทันที โดย Bernstein ประเมินว่า บิตคอยน์เสี่ยงร่วง 10-25% ส่วนอัลท์คอยน์อาจดิ่งหนักถึง 30%
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish
เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและกรอบเวลาที่บีบรัด ทำให้ตลาดผันผวนสูงในระยะสั้น แต่หากมติผ่านฉลุยจะพลิกกลับเป็นปัจจัยบวกระยะยาวทันที
คืนนี้นักลงทุนคริปโทฯ ต้องจับตา การเปิดฉากลงมติตามขั้นตอนสำหรับร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งตรงกับเวลาไทย 01:15 น. ของวันที่ 16 กันยายน ที่ถูกมองว่า เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะตัดสินว่าคริปโทฯ จะได้เข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักอย่างเป็นทางการ หรือต้องกลับไปเผชิญความสับสนทางกฎหมายเหมือนเดิม แต่เส้นทางสู่จุดนั้นก็ไม่ได้ราบรื่นเลย เพราะยังมี 5 ปมใหญ่ที่เป็นอุปสรรค
แค่ประตูบานแรก ยังไม่ใช่ไฟเขียวตัวจริง
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ การโหวตในวันที่ 15 กันยายนไม่ใช่การลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับสุดท้าย แต่เป็นการโหวตเปิดประตูให้เริ่มอภิปรายกันในสภา ซึ่งต้องอาศัยเสียงสนับสนุนขั้นต่ำ 60 เสียงจากวุฒิสมาชิกทั้งหมด
ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ กระบวนการแปรญัตติและลงมติจริงถึงจะเริ่มขึ้น แต่ถ้าล้มตั้งแต่ยกแรก ร่างกฎหมายทั้งฉบับจะถูกเก็บเข้าลิ้นชักทันที และมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกแช่แข็งไปจนถึงปี 2029 เพราะบรรยากาศการเมืองช่วงเลือกตั้งกลางเทอมจะทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก
จุดที่น่าสนใจคือ การโหวตครั้งนี้เปิดช่องให้วุฒิสมาชิกที่อยากแก้ไขเนื้อหาโหวตผ่านไปก่อนแล้วค่อยไปต่อรองแก้ไขในสภาทีหลังได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นบททดสอบว่า ร่างกฎหมายนี้สมบูรณ์พอหรือยัง ซึ่งสมาชิกเดโมแครต 7 คนที่ยังลังเลอยู่มองว่าเนื้อหาปัจจุบันยังไม่ผ่านเกณฑ์
ตัวเลขสนับสนุน 60 เสียง ที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด
พรรครีพับลิกันครองที่นั่งในวุฒิสภา 53 ที่นั่ง ตามทฤษฎีแล้วต้องการเสียงเพิ่มจากเดโมแครตอีกแค่ 7 เสียงก็พอ แต่ปัญหาคือ ฝั่งรีพับลิกันเองก็มีรอยร้าว โดย สว. Rand Paul และ Josh Hawley ประกาศชัดว่า จะโหวตคว่ำแน่นอนด้วยจุดยืนเสรีนิยมและความกังวลเรื่องกรอบกำกับดูแล ขณะที่ สว. Thom Tillis, John Cornyn และ John Curtis ต่างตั้งเงื่อนไขและแสดงความกังวลเพิ่มเติม
หากมีฝั่งรีพับลิกันแตกแถวแค่ 3-4 เสียง แกนนำสภาจะต้องดึงเสียงเดโมแครตเพิ่มเป็น 10-11 เสียงทันที ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่หินมากในสถานการณ์ปัจจุบัน
แม้จะมีกลุ่มเดโมแครตสายกลาง 7 คน นำโดย Mark Warner และ Catherine Cortez Masto ที่ถูกจับตาว่า มีโอกาสโหวตเห็นชอบมากที่สุด แต่พวกเขาก็ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า ร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันยังบกพร่องในเรื่องจริยธรรม การคุ้มครองผู้บริโภค และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน แม้ถ้อยคำเหล่านี้ยังเปิดช่องเจรจาอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับที่ชัดเจนแต่อย่างใด
ปมจริยธรรม ที่ทรัมป์ถูกพาดพิง
ประเด็นที่ดุเดือดที่สุดในสนามนี้คือ ข้อถกเถียงว่า ควรห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงทำกำไรจากธุรกิจคริปโทฯ หรือไม่
ฝ่ายเดโมแครตหยิบยกรายงานทรัพย์สินปี 2025 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีรายได้จากคริปโทฯ สูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐมาเป็นข้อโต้แย้งว่า การผ่านกฎหมายโดยไม่มีมาตรการจริยธรรมที่รัดกุมพอ คือ การเปิดทางให้ผู้นำประเทศได้ประโยชน์โดยตรง
แม้ร่างปัจจุบันจะมีบทบัญญัติห้ามผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่แล้ว แต่เดโมแครตชี้ว่า ยังมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ ทั้งการมอบอำนาจบังคับใช้ให้พันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ และกำหนดวันหมดอายุของมาตรการตรงกับวันที่ทรัมป์ลงจากตำแหน่งในปี 2029 พอดิบพอดี
ด้านรีพับลิกันโต้กลับว่า ข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นมาตรฐานที่เข้มงวดเกินจริง จนไม่เคยถูกนำมาบังคับใช้กับสินทรัพย์ประเภทอื่นมาก่อน
มาตรา 604 และความรับผิดชอบต่อโค้ด DeFi
ปมต่อมาคือ มาตรา 604 ที่เสนอให้คุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบไม่ถือครองสินทรัพย์ ไม่ต้องรับผิดชอบหากมีคนนำโค้ดโอเพนซอร์สไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโทฯ มองว่า นี่คือเงื่อนไขที่ต่อรองไม่ได้ เพราะโค้ดถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกลับคัดค้านอย่างหนัก เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นช่องทางให้แก๊งฟอกเงินหรือผู้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรฉวยโอกาส สมาชิกเดโมแครตบางคนถึงขั้นขู่ว่า จะโหวตคว่ำร่างทันที หากไม่เพิ่มความรับผิดชอบของนักพัฒนาให้เข้มงวดขึ้น
ฝั่งอุตสาหกรรม DeFi เองก็ไม่ยอมง่าย ๆ พวกเขารวมตัวล็อบบี้คัดค้านการเพิ่มข้อบังคับดังกล่าว โดยเตือนว่า หากบังคับใช้มาตรฐานแบบธนาคาร กับนักพัฒนาโอเพนซอร์ส จะผลักดันให้คนเก่ง ๆ อพยพไปทำงานต่างประเทศแทน สร้างความหนักใจให้ สว. ในรัฐที่เป็นฐานพัฒนาเทคโนโลยีไม่น้อย
แถมยังมีมาตรา 307 แอบพ่วงมาด้วย โดยสั่งให้กระทรวงการคลังประเมินความเสี่ยงของกระเป๋าเงินแบบถือครองด้วยตนเอง ซึ่งกลุ่มปกป้องความเป็นส่วนตัวมองว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการจำกัดสิทธิในอนาคต
ศึกผลตอบแทนสเตเบิลคอยน์ ธนาคารลุกฮือคัดค้าน
ร่าง CLARITY Act ฉบับปัจจุบันเปิดทางให้กระดานเทรดคริปโทฯ เสนอผลตอบแทนจากการถือสเตเบิลคอยน์ได้ ซึ่งกระทบฐานเงินฝากของธนาคารดั้งเดิมโดยตรง แม้กฎหมายจะพยายามขีดเส้นห้ามแจกผลตอบแทนที่คล้ายดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ก็ยังเปิดช่องให้แจกผลตอบแทนที่อิงกิจกรรม เช่น การทำธุรกรรม หรือการสร้างสภาพคล่องได้อยู่ดี
สมาคมธนาคารและธนาคารชุมชนทั่วสหรัฐฯ จึงรวมพลังคัดค้านสุดตัว ชี้ว่า หากผู้ใช้งานได้รับผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์สูงถึง 4.5% ในขณะที่บัญชีออมทรัพย์ธนาคารจ่ายเพียง 1.2% เงินฝากจะไหลออกจากระบบธนาคารท้องถิ่นทันที
ด้านอุตสาหกรรมคริปโทฯ แย้งว่า ผลตอบแทนนี้คือ รางวัลจากการถือครองสินทรัพย์ ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินฝากแต่อย่างใด ความเห็นที่สวนทางกันนี้ทำให้เส้นแบ่งทางกฎหมายพร่ามัว และกลายเป็นชนวนสำคัญอีกจุดที่มีศักยภาพจะคว่ำร่างกฎหมายทั้งฉบับได้
สภาผู้แทนฯ ก็เตรียมปิดสมัยประชุม
ต่อให้การลงมติวันที่ 15 กันยายนผ่านไปด้วยดี ร่างกฎหมายก็ยังต้องแข่งกับเวลาอย่างหนักหน่วง สภาผู้แทนราษฎรตัดวันลงมติในสัปดาห์ถัดไปออกจนเหลือวันทำการไม่กี่วัน และเตรียมเดินทางออกจากวอชิงตันในวันที่ 17 กันยายน ซึ่งห่างจากวันที่วุฒิสภาเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายเพียง 2 วันเท่านั้น
ข้อจำกัดด้านเวลานี้สร้างปัญหา เพราะหากวุฒิสภาแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรจะไม่สามารถลงมติเห็นชอบตามร่างที่แก้ไขได้ทันที ต้องรอจนกว่าจะกลับมาประชุมกันอีกครั้งในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งหมายความว่า ขั้นตอนสุดท้ายจะถูกเลื่อนไปสู่ช่วงหลังการเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่คาดเดาผลได้ยากยิ่งกว่าเดิม ยังต้องแย่งชิงเวลาอันน้อยนิดกับร่างกฎหมายงบประมาณที่ตามกฎแล้วจะถูกจัดลำดับความสำคัญก่อนเสมอ
จะเกิดอะไรขึ้นกับคริปโท หากร่างกฎหมายล้มเหลว?
หากร่างกฎหมาย CLARITY Act ล้มไม่เป็นท่า สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ภาวะทรงตัว แต่เป็นการถอยหลังของกรอบกำกับดูแลทั้งระบบ เพราะ SEC เตรียมออกกฎระเบียบ Regulation Crypto Assets ความยาว 400 หน้าขึ้นมาใช้แทนทันที ซึ่งเป็นกฎที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายตามคณะกรรมการชุดใหม่ ไม่มั่นคงเท่ากฎหมายระดับสภาคองเกรส สิ่งนี้จะสร้างความผิดหวังให้อุตสาหกรรมคริปโทฯ ที่ทุ่มเงินล็อบบี้การเลือกตั้งปี 2026 ไปแล้วสูงถึง 189 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านตลาดเองก็คงหนีแรงกระแทกไปไม่พ้น Bernstein ประเมินว่า ราคาบิตคอยน์อาจร่วงลง 10-25% ในระยะสั้น ส่วนอัลท์คอยน์เสี่ยงดิ่งหนักถึง 15-30% พร้อมกับการชะลอตัวของเงินทุนสถาบัน
ขณะที่ TD Cowen คาดว่า กระบวนการทั้งหมดอาจล่าช้าไปจนถึงปี 2029 ทำให้อุตสาหกรรมต้องกลับไปเผชิญการกำกับดูแลผ่านการฟ้องร้องคดีความ และกฎระเบียบซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงานเหมือนเดิม
ที่มา : cryptonews
มุมมองผู้เขียน : ด้วยจำนวนปมที่ยังคาราคาซังพร้อมกันถึง 5 เรื่อง บวกกับกรอบเวลาที่บีบรัดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ โอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านฉลุยในรอบนี้ค่อนข้างริบหรี่ แม้การโหวตวันที่ 15 กันยายนอาจจะผ่านด่านแรกไปได้ด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่สูง แต่ปมเรื่องจริยธรรมของทรัมป์กับมาตรา 604 ดูจะเป็นจุดที่ประนีประนอมกันยากที่สุด นักลงทุนคงต้องเตรียมใจรับความผันผวนในระยะสั้นไว้ก่อน

