สรุปข่าว
- เครือข่าย Solana เกือบล่มเมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา หลังศูนย์ข้อมูล Teraswitch ในไมอามีเกิดปัญหาระบบจัดเส้นทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เหรียญที่ Stake ไว้เกือบ 29% หลุดออฟไลน์พร้อมกัน ใกล้แตะเกณฑ์วิกฤต 33.3% ที่จะทำให้ระบบยืนยันธุรกรรมหยุดทำงานทันที
- ผู้ตรวจสอบธุรกรรมราว 90 รายได้รับผลกระทบ สูญเสียรางวัลรวมกันประมาณ 333 SOL ขณะที่ทีมงานสามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 10 นาที และระบบกลับสู่ภาวะปกติในเวลา 04:16 น. UTC
- Solana Foundation มองเหตุการณ์นี้ในแง่บวก โดยชี้ว่า ผู้ตรวจสอบส่วนใหญ่ 597 จาก 699 รายยังทำงานได้ปกติ สะท้อนความอึดของระบบ แต่ก็เผยให้เห็นความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ให้บริการรายเดียวถือ Staked SOL เกิน 1 ใน 4
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ไม่มีธุรกรรมสูญหายหรือเงินทุนของผู้ใช้เสียหาย จึงไม่น่าจะกระทบราคา SOL ในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ประเด็นเรื่องการกระจุกตัวของผู้ให้บริการเครือข่ายอาจสร้างความกังวลระยะยาวต่อนักลงทุนที่ให้น้ำหนักกับความปลอดภัยของระบบ
เครือข่าย Solana เกือบหวิดล่มเมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา หลังผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่เกิดปัญหาทางเทคนิค ส่งผลให้เหรียญที่ Stake อยู่เกือบ 29% ดับออฟไลน์ไปทันที
โดยแพลตฟอร์ม Marinade เผยว่า โดยปกติแล้วหากเหรียญที่ Stake ไว้หลุดหายไปจากระบบเกิน 33.3% (หรือ 1 ใน 3) ระบบยืนยันธุรกรรมของ Solana จะหยุดทำงานทันที
ซึ่งทาง Marinade ระบุว่า Solana รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด เพียงแค่ประมาณ 20 ล้านโทเคนเท่านั้น โดยมีผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ที่ได้รับผลกระทบราว 90 ราย และสูญเสียรางวัลรวมกันไปประมาณ 333 SOL ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่มาก และจะได้รับการชดเชยคืนในภายหลัง
ทั้งนี้ Marinade ได้ออกมาเตือนว่า หากมีเหรียญออฟไลน์หายไปเกิน 1 ใน 3 เครือข่ายจะไม่สามารถยืนยันธุรกรรมใดๆ ได้เลย และจะไม่มีระบบชดเชยใดๆ คุ้มครองความเสียหายนั้นได้ ซึ่งย้อนกลับไปตอนที่เครือข่ายเคยล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ก็ต้องเสียเวลาฟื้นฟูระบบนานถึง 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว
เจาะลึกต้นตอของปัญหา และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐาน
ต้นเหตุของปัญหา เกิดจากระบบจัดเส้นทางอินเทอร์เน็ตที่ผิดพลาดจากศูนย์ข้อมูล Teraswitch ในไมอามี ซึ่งลุกลามไปยังศูนย์ข้อมูลในยุโรปและเอเชีย จนทำให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรมในหลายเมืองใหญ่ ทั้งลอนดอน อัมสเตอร์ดัม แฟรงก์เฟิร์ต สิงคโปร์ และโตเกียว ถูกตัดขาดจากระบบชั่วคราว ในขณะที่ฝั่งอเมริกาเหนือยังใช้งานได้ปกติ
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 10 นาที และระบบก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเวลา 04:16 น. UTC
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ ผู้ให้บริการเครือข่ายเพียงรายเดียวอย่าง AS2032 กลับกุมสัดส่วนโทเคนที่ถูก Stake ไว้สูงเกิน 1 ใน 4 ซึ่งทะลุเกณฑ์ความปลอดภัยที่ Solana ตั้งไว้ และเหรียญเกือบทั้งหมดนั้นดันดับออฟไลน์พร้อมกัน
แถมบริษัทอื่น ๆ สูญเสียโทเคนไปอีก 14 ล้านโทเคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ผู้ตรวจสอบรายใหญ่อย่าง Helius ต้องหลุดออกจากระบบนานถึง 33 นาทีเต็ม เนื่องจากระบบสำรองล้มเหลว
เหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์ว่า หากเหรียญที่ถูก Stake ไว้หลุดออฟไลน์พร้อมกันเกิน 1 ใน 3 จะทำให้ทั้งบล็อกเชนหยุดทำงานทันที และไม่มีวิธีแก้ไขด่วน สำหรับความเสียหายวงกว้างที่จะตามมา
มูลนิธิ Solana ชี้ระบบยังทำงานได้ดี สะท้อนความแข็งแกร่งและการกระจายศูนย์
ในทางกลับกัน Jacob Creech รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ Solana Foundation กลับมองว่า เหตุการณ์นี้ช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงความอึดของระบบอย่างชัดเจน โดยสรุปง่ายๆ คือ แม้เครือข่ายจะเข้าใกล้จุดวิกฤตแค่ไหน แต่ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของระบบก็ไม่ได้กระตุกหรือได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย
Jacob Creech ได้โพสต์ชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า แม้ระบบของผู้ให้บริการบางรายจะล้มเหลวไป แต่ผู้ใช้ทั่วไปแทบจะไม่รู้สึกเลย เพราะเครือข่ายไม่ได้สะดุด บล็อกยังคงถูกสร้าง และธุรกรรมยังคงรันต่อเนื่องตามปกติ
โดยมีผู้ตรวจสอบสูงถึง 597 จาก 699 ราย (ราว 6 ใน 7 ส่วน) ที่ยังคงทำงานยืนยันธุรกรรมได้สบายๆ ส่วนทีมที่ได้รับผลกระทบก็กู้ระบบคืนมาได้ใน 40 นาที และโครงการกระจายศูนย์ของ Solana Foundation เองก็ไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย
Jacob Creech จึงสรุปทิ้งท้ายว่า การกระจายตัวของผู้ตรวจสอบไปยังผู้ให้บริการหลายๆ เจ้าที่เป็นอิสระต่อกัน คือ หัวใจสำคัญของการ Decentralization ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาของระบบรายเดียวมาหยุดยั้งทั้งเครือข่ายได้
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : หากในอนาคตเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันกับผู้ให้บริการรายใหญ่หลายเจ้าพร้อมกัน โอกาสที่เครือข่ายจะแตะเกณฑ์วิกฤต 33.3% ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทีมพัฒนา Solana จึงน่าจะต้องเร่งผลักดันให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรมกระจายตัวไปยังผู้ให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากจุดเดียวที่อาจล้มทั้งระบบในอนาคต

