bitkub-banner

 CEO Citi หนุน Clarity Act “อยากเห็นกฎหมายดีๆ ผ่านสภา”

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Jane Fraser ซีอีโอ Citigroup สนับสนุนให้ CLARITY Act ผ่านเป็นกฎหมาย แม้ต้องการให้มีการปรับแก้บางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin
  • ฝั่งธนาคารกังวลว่า การให้ผลตอบแทนจากการถือครอง Stablecoin อาจดึงเงินฝากออกจากธนาคารและกระทบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ 
  • CLARITY Act มีกำหนดเดินหน้าสู่การพิจารณาขั้นสำคัญในวุฒิสภาวันที่ 15 กันยายน 2026 และต้องการเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง เพื่อเดินหน้าต่อ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Jane Fraser ซีอีโอ Citigroup สนับสนุนให้ CLARITY Act ผ่านเป็นกฎหมาย แม้ยังห่วงเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin ที่อาจดึงเงินฝากออกจากธนาคารและกระทบการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฝั่งคริปโทมองว่า การจำกัดผลตอบแทนอาจกระทบนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายจึงพยายามหาจุดสมดุลผ่านข้อเสนอประนีประนอม โดย CLARITY Act มีกำหนดเดินหน้าสู่การพิจารณาสำคัญในวุฒิสภาวันที่ 15 กันยายนนี้ ท่าทีของ Fraser สะท้อนว่า แม้ธนาคารยังกังวลกับผลกระทบจากคริปโท แต่ก็เริ่มเห็นความสำคัญของการมีกติกาที่ชัดเจนมากขึ้น

Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup เปิดเผยว่า เธออยากเห็นร่างกฎหมายคริปโทเคอร์เรนซีฉบับประวัติศาสตร์ผ่านการรับรองและบังคับใช้จริง แม้ว่าตัวเธอและอีกหลายคนจะยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้มีการแก้ไขรายละเอียดบางจุดก็ตาม ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการจัดการกับผลตอบแทน ของเหรียญ Stablecoin ที่กำลังระอุขึ้น ก่อนที่จะมีการลงมติตามขั้นตอนในเดือนหน้า

ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา  Fraser กล่าวว่า แม้เธอจะยังกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องการให้รางวัลจาก Stablecoin ในร่างกฎหมายดังกล่าว แต่เธอก็เชื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว การมีกฎหมายออกมาย่อมเป็นผลดีมากกว่า “เรายังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะผลักดันให้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายนี้ แต่เราก็อยากเห็นร่างกฎหมายที่ดีผ่านการอนุมัติเช่นกัน” เธอกล่าว “ฉันคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับระบบโดยรวม” 

ประเด็นถกเถียงเรื่องรางวัลจาก Stablecoin ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้รับดอกเบี้ยจากเงินที่ฝากไว้ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดช่วงปีที่ผ่านมาของการเจรจาร่างกฎหมาย 

ฝั่งธนาคารได้ออกมาเตือนว่า การให้รางวัลดังกล่าวจะดึงดูดเม็ดเงินฝากออกไปจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ในขณะที่ฝั่งบริษัทคริปโทฯ แย้งว่า การเข้าไปจำกัดการให้รางวัลจะกลายเป็นการขัดขวางนวัตกรรม ซึ่งประเด็นนี้ได้นำไปสู่การปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่ในวอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ ปัญหานี้ดูเหมือนจะได้ข้อยุติลงแล้ว หลังจากที่วุฒิสมาชิก Thom Tillis และ Angela Alsobrooks  ได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมในร่างกฎหมายที่ชื่อว่า Clarity Act โดยระบุเงื่อนไขว่า แพลตฟอร์มไม่สามารถจ่ายรางวัลให้กับการ “ถือครอง” สินทรัพย์เพียงอย่างเดียวได้ แต่สามารถให้รางวัลจาก “การทำธุรกรรมและการชำระเงิน” ได้

อย่างไรก็ตาม Fraser เธอยังคงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น “หากคุณมีระบบการให้รางวัลสำหรับเงินฝาก มันอาจส่งผลเสียต่อฐานเงินฝากของธนาคาร ซึ่งจะกระทบไปถึงความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่คริปโทฯ ยังเข้าไม่ถึง และพูดตามตรงคือ เป็นพื้นที่ที่แม้แต่ธนาคารขนาดใหญ่เองก็ยังเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ดังนั้น ฉันจึงค่อนข้างกังวลในมุมมองนี้”

เสียงค้านแข็งกร้าวจากฝั่งนายแบงก์

ผู้นำธนาคารรายอื่นๆ เช่น Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ได้แสดงจุดยืนต่อต้านร่างกฎหมาย Clarity Act อย่างแข็งกร้าว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Dimon กล่าวว่า เขาไม่พอใจกับเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าว และยังได้วิจารณ์ Brian Armstrong  ซีอีโอของ Coinbase อย่างรุนแรงผ่านสื่ออีกด้วย

ทางด้าน Summer Mersinger  ซีอีโอของ Blockchain Associations ประเมินว่า ประเด็นนี้อาจถูกสปอตไลต์จับจ้องอีกครั้งเมื่อร่างกฎหมายถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติ (หากผ่านด่านวุฒิสภาไปได้) โดยเธอกล่าวกับสื่อ The Block ว่า “ในฝั่งของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มีการหารือกันเรื่องผลตอบแทนในร่างกฎหมาย Clarity Act เลย” แต่อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในฝั่งวุฒิสภาก็ถือว่ามีส่วนช่วยผลักดันให้กฎหมายนี้เดินหน้าต่อไปได้

ขณะเดียวกัน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานเสียงสนับสนุนฝั่งธนาคารมาโดยตลอด กำลังเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องเลือกระหว่างฝั่งคริปโทฯ หรือฝั่งธนาคาร โดยวุฒิสมาชิก John Curtis  จากรัฐยูทาห์ กล่าวว่า เขาชอบคริปโทฯ แต่ก็ชอบธนาคารในพื้นที่ของเขาเช่นกัน ในขณะที่วุฒิสมาชิก Mike Rounds  จากรัฐเซาท์ดาโคตา ก็ได้พูดเป็นนัยถึงสายสัมพันธ์อันดีของเขากับอุตสาหกรรมธนาคาร ตามรายงานของสื่อ Politico

ที่มา: theblock


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่นักลงทุนต้องคอยติดตามคือ กฎหมายฉบับนี้จะสร้างสมดุลระหว่าง ‘นวัตกรรมคริปโท’ กับ ‘เสถียรภาพของระบบธนาคาร’ ได้มากน้อยแค่ไหน