สรุปข่าว
- ตลาดสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน (RWA) มีมูลค่ารวมทะลุ 7.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 197% ในรอบ 12 เดือน นับถึงเดือนมีนาคม 2026
- กลุ่ม Distributed RWA ที่โอนย้ายได้อิสระ และไม่ใช่ Stablecoin แม้จะมีสัดส่วนไม่ถึง 4% ของตลาดทั้งหมด แต่เติบโตสูงถึง 246% โดยมี Avalanche เป็นเครือข่ายหลักที่ครองมูลค่ากลุ่มนี้กว่า 630 ล้านดอลลาร์
- RWA เริ่มถูกนำไปใช้จริงในหลายมิติ ทั้งค้ำประกันเงินกู้ วางมาร์จิ้นเทรดอนุพันธ์ ทุนสำรองหนุน Stablecoin และสร้างผลตอบแทน พร้อมโครงการนำร่องใหม่ ๆ อย่างการกู้ยืมด้วยหุ้น ใบแจ้งหนี้ และเงินเดือน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
การเติบโตของ RWA สะท้อนถึงเม็ดเงินสถาบันที่ไหลเข้าสู่โลก DeFi อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครือข่ายศูนย์กลางของกลุ่ม Distributed RWA อย่าง Avalanche ที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ ทั้งจากปริมาณธุรกรรมและมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกในระบบ (TVL) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเติบโตสูงถึง 246% ของกลุ่มสินทรัพย์ที่ยังมีขนาดเล็กอยู่นี้ เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่า ตลาดยังมีพื้นที่ให้ขยายตัวและเติบโตได้อีกมหาศาลในอนาคต
ตลาดสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน (RWAs) เติบโตอย่างโดดเด่นจนมีมูลค่ารวมทะลุ 7.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 197% ในรอบ 12 เดือน ณ มีนาคม 2026) ครองแชมป์ภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดใน DeFi
อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้กับผู้ออกโอนย้ายไม่ได้ และ Stablecoin ที่ไม่สร้างผลตอบแทน แต่จุดที่น่าจับตาที่สุดคือ กลุ่ม Distributed RWAs ที่ไม่ใช่ Stablecoin เช่น พันธบัตรรัฐบาล สินเชื่อเอกชน สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถโอนย้ายได้อิสระ ซึ่งแม้จะมีมูลค่าราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นไม่ถึง 4% ของตลาด แต่กลับเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 246% โดยมีเครือข่าย Avalanche เป็นหนึ่งในขุมกำลังหลักที่ครองมูลค่ากลุ่มนี้สูงกว่า 630 ล้านดอลลาร์ และมีการแปลงตราสารหนี้ของธนาคารชุมชน ไปเป็นโทเคนไปแล้วกว่า 330 ล้านดอลลาร์ผ่านโครงการนำร่อง FIS Digital Liquidity Gateway



การนำ RWA มาใช้เป็นหลักประกัน
กลุ่ม Distributed RWAs ที่ไม่ใช่ Stablecoin ได้ขยายประโยชน์การใช้งานออกเป็น 4 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ การกู้ยืม (Lending), การวางหลักประกันอนุพันธ์ (Margin), ทุนสำรอง และการเพิ่มผลตอบแทน สะท้อนผ่านกองทุนตลาดเงิน BUIDL ของ BlackRock ที่ถูกนำไปใช้เป็นทุนสำรองหนุน Stablecoin เช่น USDtb และ frxUSD พร้อมทั้งนำไปใช้เป็น Margin และวางประกันการกู้ยืมบนแพลตฟอร์ม DeFi ได้พร้อมๆ กัน

ในฝั่งการกู้ยืม แพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง Aave Horizon และ Morpho บน Avalanche ช่วยให้สถาบันนำ RWA มาวางประกันเพื่อกู้ Stablecoin ได้โดยที่หลักประกันยังคงสร้างผลตอบแทนตามธรรมชาติ ส่งผลให้มูลค่าหลักประกัน RWA บน Morpho พุ่งสูงขึ้นถึง 875 ล้านดอลลาร์


ขณะเดียวกัน ในฝั่งอนุพันธ์ แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Deribit, Crypto.com และ Ondo Perps ก็เปิดให้นำ BUIDL หรือ USDY มาวางเป็น Margin สำหรับเทรด Futures และ Options ช่วยให้นักลงทุนสถาบันสร้างผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลไปพร้อมๆ กับการบริหารพอร์ตการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
RWA ในฐานะทุนสำรอง และกลยุทธ์การสร้างผลตอบแทน (Reserves & Yield)
ในด้านทุนสำรองโทเคนยุคใหม่นิยมนำ RWA มาใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อส่งผ่านผลตอบแทนตรงถึงผู้ถือเหรียญ เช่น Sky (MakerDAO เดิม) ที่ใช้ RWA กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ค้ำประกันเหรียญ USDS เพื่อนำดอกเบี้ยมาจ่ายให้ผู้ถือ sUSDS
หรือบน Avalanche ที่มีโครงการ SIERRA ของ OpenTrade ซึ่งนำเงินไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง สินเชื่อเอกชน และ DeFi โดยมีผู้จัดการสินทรัพย์รับรองโดย FCA ดูแล จนสร้างผลตอบแทนได้ถึง 6-10% ต่อปี

ขณะที่ในด้าน การเพิ่มผลตอบแทน แพลตฟอร์ม Pendle ได้กลายเป็นศูนย์กลางการแยกส่วนต้นเงินและดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนเข้าถึงผลตอบแทนคงที่จากสินเชื่อเอกชนชื่อดังอย่าง ACRED ของ Apollo หรือ STRC ของ Strategy ได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีการทำ Leveraged Looping Vaults ที่ช่วยเร่งผลตอบแทนของ ACRED จาก 8-9% พุ่งสูงถึง 16% สุทธิ
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อคลัง RWA บน Avalanche เข้ากับแอปฟินเทคในต่างประเทศ ยังช่วยดึงเงินฝากไหลเข้ากว่า 80 ล้านดอลลาร์ โดยที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถรับผลตอบแทนได้สะดวกรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องบล็อกเชนเบื้องหลังเลย
ก้าวต่อไปในอนาคต การกู้ยืมด้วยหุ้น ใบแจ้งหนี้ และเงินเดือน
โครงสร้างพื้นฐานของ RWA ในอนาคตกำลังขยายขอบเขตไปสู่กรณีการใช้งานใหม่ที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น การนำหุ้นแปลงเป็นโทเคนมาวางเป็นหลักประกัน เพื่อกู้ Stablecoin ซึ่งช่วยเลื่อนการเสียภาษีกำไรจากหุ้น (Capital Gains Tax) ให้คนทั่วไป สามารถเข้าถึงเทคนิคการบริหารภาษีระดับมหาเศรษฐีได้
การนำใบแจ้งหนี้การค้ามาแปลงเป็นโทเคน เพื่อขอสินเชื่อหมุนเวียนล่วงหน้า ช่วยปิดช่องว่างการรอคอยเงินสด 60–90 วันของภาคธุรกิจ ซึ่งบน Avalanche มีการทดลองปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ไปแล้วกว่า 35.4 ล้านดอลลาร์
และ การกู้เงินล่วงหน้าจากรายได้ค่าจ้างผ่านสัญญา Smart Contract ที่ช่วยให้พนักงานเบิกเงินเดือนล่วงหน้า และหักคืนอัตโนมัติได้อย่างปลอดภัย
ซึ่งการเปลี่ยนผ่านของ RWA ไปสู่การเป็น “หลักประกันที่นำมาต่อยอด และประกอบสร้างใหม่ได้” นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ DeFi แม้จะยังต้องก้าวผ่านข้อบังคับทางกฎหมายและการบริหารความเสี่ยง แต่ศักยภาพในการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของทุนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะยาว
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : ตลาด RWA ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต หากกรอบกฎหมายและการกำกับดูแลเริ่มชัดเจนขึ้น เครือข่ายที่วางรากฐานไว้ก่อนอย่าง Avalanche น่าจะได้เปรียบในการดึงดูดสถาบันการเงินรายใหญ่เข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้นอีกมาก

