bitkub-banner

วิจัยใหม่ชี้ รายย่อยจ่ายค่าธรรมเนียมเทรดฟิวเจอร์สสูงถึง 80% แพงกว่าทุกกลุ่มในตลาดคริปโทฯ 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • งานวิจัยใหม่เผยว่า นักเทรดรายย่อยในตลาด Hyperliquid Perp DEX จ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 80% ของทั้งหมด ทั้งที่มีวอลุ่มการซื้อขายเพียง 41% เท่านั้น
  • กลับกัน กลุ่มนักเทรดด้วยระบบอัลกอริทึมครองสัดส่วนปริมาณการซื้อขายสูงถึง 57% แต่กลับจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 12% ของทั้งหมด
  • สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของรายย่อยที่เน้นจับคู่คำสั่งทันทีสูงถึง 85% เพื่อเน้นเข้าออกเร็ว ทำให้รายย่อยต้องรับภาระทั้งค่าธรรมเนียมและ Funding Rate ที่สูงกว่า

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford และ Columbia Business School ชี้ให้เห็นว่า นักเทรดรายย่อยในตลาดอนุพันธ์คริปโทฯ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid เป็นผู้แบกรับภาระหลักของระบบ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 80% คิดเป็นมูลค่ากว่า $725 ล้านแม้มีสัดส่วนวอลุ่มเพียง 41% ขณะที่นักเทรดด้วยระบบอัลกอริทึมซึ่งครองวอลุ่มสูงกว่าที่ 57% กลับจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 12% เท่านั้น

อย่างที่ทราบกันดีการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในแต่ละครั้ง หรือทุกๆ คำสั่งซื้อขาย นักเทรดจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่แพลตฟอร์มเสมอ ไม่ว่าจะในตลาดสปอตหรือฟิวเจอร์ส ซึ่งนักเทรดรายย่อยบางคนอาจมองว่าค่าธรรมเนียมที่เสียไปไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรและไม่ได้แพงจนถึงกับต้องมานั่งเครียด ทว่าข้อมูลจากการศึกษากลับบอกผลลัพธ์อีกอย่าง

อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Stanford และ Columbia Business School พบว่านักเทรดรายย่อยในตลาดอนุพันธ์คริปโทฯ เป็นกลุ่มที่จ่ายค่าธรรมเนียมสูงที่สุดและแพงกว่านักลงทุนสถาบัน ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้มุ่งเน้นการศึกษาไปยัง Hyperliquid ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคริปโทฯ

รายงานเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา สัญญาที่มีวอลุ่มซื้อขายสูงที่สุด 10 อันดับแรกบน Hyperliquid วอลุ่มจำนวนกว่า 41% ล้วนแล้วแต่มาจากนักลงทุนรายย่อย แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือคนกลุ่มนี้กลับเป็นผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 80% ของทั้งหมดคิดเป็นเงินทั้งหมดรวมกันกว่า $725 ล้านดอลลาร์

ในทางกลับกัน ผู้ใช้งานที่ถูกระบุว่าน่าจะเป็นกลุ่มนักเทรดระบบอัลกอริทึม ครองสัดส่วนปริมาณการซื้อสูงสุดถึง 57% แต่กลับจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 12% เท่านั้น 

นักวิจัยระบุว่า การจำแนกประเภทของนักเทรดจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่พบเห็นบนบล็อกเชนไม่ใช่การยืนยันตัวตนแต่อย่างใด โดยผู้ที่เทรดบ่อยจะถูกจำแนกเป็นรายย่อย ส่วนผู้ที่เทรดด้วยวอลุ่มสูงแต่เคลื่อนไหวน้อยจะถูกจัดเป็น นักเทรดด้วยระบบอัลกอริทึม ในขณะที่วอลุ่มอีก 1.7% ไม่ตรงตามการจำแนกของพวกเขา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

สำหรับสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนการจ่ายค่าธรรมเนียมไปตกอยู่กับรายย่อย นั่นก็เป็นเพราะธรรมชาติของการเก็งกำไรในนักเทรดกลุ่มนี้ หากอธิบายให้เห็นภาพได้ง่าย นักเทรดรายย่อยจะเป็นกลุ่มที่จับคู่คำสั่งซื้อขายทันที เน้นเข้าออกเร็ว โดยไม่มีการตั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้าหรือรอคอย ทำให้พวกเขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าอย่างชัดเจน

การสำรวจยังพบว่า ในช่วงที่มีการเก็บข้อมูลกลุ่มรายย่อยใช้วิธีจับคู่ทันทีสูงถึง 85% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด เมื่อเทียบกับเพียง 20% ในกลุ่มผู้สร้างสภาพคล่องด้วยระบบอัลกอริทึม โดยทีมนักวิจัยถึงกับต้องระบุในเอกสารว่า “รายย่อยเป็นผู้ที่ค้ำจุนแพลตฟอร์ม” เพราะพวกเขารับภาระทุกอย่างตั้งแต่การจับคู่ ไปจนถึงค่าธรรมเนียม และ funding

นอกเหนือจากเรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว งานวิจัยยังพบว่าความเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นใจหลังกลุ่มรายย่อยเข้าเทรด มักจางหายไปค่อนข้างเร็ว ส่วนการเทรดแบบรีบเข้าเร็วก็มักต้องยอมรับราคาที่ไม่ดีเท่าที่ควรด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้มีการคำนวณถึงอัตราผลกำไรที่เกิดขึ้นจริงของผู้ใช้ และมุ่งเน้นการศึกษาโครงสร้างจุลภาคของตลาด Hyperliquid เป็นหลักจึงทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าภาระค่าธรรมเนียมดังกล่าวเมื่อเทียบกับศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์แห่งอื่นจะเป็นอย่างไร เพราะจุดประสงค์หลักของการศึกษาไม่ได้อยู่ที่การคำนวณผลตอบแทนการลงทุนแบบดั้งเดิม แต่มุ่งวัดว่านักเทรดแต่ละกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กับตลาดอย่างไร

ที่มา: Bloomberg


มุมมองผู้เขียน : ตามปกติแล้วโครงสร้างตลาดจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สร้างสภาพคล่องมากกว่า (Maker) ซึ่งมักเป็นบอทอัลกอริทึม ในขณะที่รายย่อยซึ่งเน้นการซื้อขายทันที (Taker) ต้องจ่ายต้นทุนแฝงสูงมากจนกัดกินผลตอบแทน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะต้องรับภาระมากกว่าใครเพื่อน