bitkub-banner

BitMine ถือครองทะลุ 6 ล้าน ETH แม้ยอดซื้อรายสัปดาห์ลดลง 37%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitmine Immersion Technologies (BMNR) ประกาศถือครอง Ethereum ทะลุ 6 ล้าน ETH แล้ว หลังซื้อเพิ่ม 17,362 ETH ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (สิ้นสุด 27 ก.ย.)
  • ยอดซื้อรายสัปดาห์ล่าสุดลดลงราว 37% จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ซื้อไป 27,562 ETH สะท้อนการชะลอจังหวะสะสมเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงซื้อ ETH ต่อเนื่องทุกสัปดาห์มานานเกือบ 15 เดือน
  • ปัจจุบัน Bitmine ถือ ETH คิดเป็นราว 4.9% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด ใกล้เป้าหมาย 5% ที่บริษัทตั้งไว้ โดยต้องการอีกเพียงราว 103,700 ETH เท่านั้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่อย่าง Bitmine ยังคงสะสม ETH ต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นระยะยาวของนักลงทุนสถาบัน แม้ยอดซื้อรายสัปดาห์จะชะลอตัวลงก็ตาม การถือครองที่ใกล้แตะ 5% ของอุปทานทั้งหมดยังช่วยลดปริมาณ ETH ที่หมุนเวียนในตลาด ซึ่งในทางทฤษฎีเป็นแรงหนุนต่อราคาในระยะยาว

Bitmine Immersion Technologies, Inc. (NYSE: BMNR) ประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ว่าบริษัทได้เข้าซื้อ Ethereum เพิ่มอีก 17,362 ETH ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดถือครองรวมของบริษัททะลุหลัก 6 ล้าน ETH เป็นครั้งแรก ตามรายงานจาก Cointelegraph ทั้งนี้ตามข้อมูลจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ณ เวลา 3 ทุ่มตามเวลาไทย (15:00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออก) ของวันที่ 27 ก.ย. บริษัทถือครอง ETH อยู่ที่ 6,001,302 โทเคน คิดเป็นราว 4.9% ของอุปทาน ETH หมุนเวียนทั้งหมดที่ประมาณ 122.1 ล้าน ETH เมื่อคำนวณด้วยราคาอ้างอิงที่ 2,698 ดอลลาร์ต่อโทเคนจาก Coinbase มูลค่าพอร์ต ETH ของ Bitmine อยู่ที่ราว 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมเงินสด 672 ล้านดอลลาร์ Bitcoin 213 เหรียญ และการลงทุนในหุ้นอื่น ๆ มูลค่าสินทรัพย์รวมของบริษัทพุ่งไปแตะ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์

ยอดซื้อชะลอตัวลง แต่ยังไม่หยุดสะสม

แม้ตัวเลข 17,362 ETH ในสัปดาห์นี้จะยังคงเป็นการซื้อเพิ่มต่อเนื่อง แต่หากเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ Bitmine ซื้อไปถึง 27,562 ETH จะพบว่ายอดซื้อล่าสุดลดลงราว 37% สะท้อนว่าจังหวะการสะสมของบริษัทเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม Bitmine ยังคงเข้าซื้อ ETH อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์นับตั้งแต่ประกาศใช้กลยุทธ์ Digital Asset Treasury (DAT) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 หรือเป็นเวลาเกือบ 15 เดือนติดต่อกัน โดยก่อนหน้านี้บริษัทเพิ่งข้ามหลัก 5 ล้าน ETH ไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน Ethereum เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ $2,668.04 ปรับตัวลงราว 0.62% ในช่วง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และลดลงกว่า 1% จากระดับสูงสุดของกรอบเวลาที่ $2,696.85 สะท้อนความผันผวนระยะสั้นของตลาดที่ยังคงเกิดขึ้นแม้จะมีแรงซื้อสถาบันเข้ามาต่อเนื่อง

ใกล้เป้าหมาย 5% ของอุปทานทั้งโลก

เป้าหมายที่ Bitmine ตั้งไว้ตั้งแต่แรกคือการถือครอง ETH ให้ได้ 5% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันบริษัทเดินทางมาถึงราว 98% ของเป้าหมายนี้แล้ว โดยต้องการ ETH เพิ่มอีกเพียงราว 103,700 โทเคนเท่านั้นก็จะถึงเป้าหมาย นอกจากนี้ข้อมูลจากการยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ยังระบุว่า Bitmine นำ ETH ไปสเตกมากถึง 5,067,309 โทเคน หรือคิดเป็นราว 84% ของยอดถือครองทั้งหมด ผ่านเครือข่าย Validator ของตัวเองที่ชื่อ MAVAN (Made in America Validator Network) และพันธมิตรภายนอก ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้จากการสเตกได้ราว 358 ล้านดอลลาร์ต่อปี

Bitmine ซึ่งมี Tom Lee นั่งตำแหน่งประธานบริษัทและ Chi Tsang เป็นซีอีโอ ถือเป็นบริษัทมหาชนที่มีพอร์ต ETH มากที่สุดในโลก และเป็นบริษัท Digital Asset Treasury ที่มีมูลค่ารวมมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Strategy (MSTR) ที่เน้นสะสม Bitcoin โดยรูปแบบธุรกิจของ Bitmine ถูกมองว่าเป็นแนวทางเดียวกับที่ Strategy ใช้กับ Bitcoin แต่นำมาปรับใช้กับ Ethereum แทน

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Ethereum ร่วงกว่า 1% แตะ $2,644 เจ้ามือเริ่มเคลื่อนไหวหลังไซด์เวย์นานกว่าสัปดาห์ สะท้อนความผันผวนของตลาด ETH ในช่วงที่ผ่านมา แม้แรงซื้อสถาบันจะยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง


ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขที่น่าสนใจจริง ๆ ในข่าวนี้ไม่ใช่แค่ยอดรวม 6 ล้าน ETH แต่คือการที่ยอดซื้อรายสัปดาห์ลดลงเกือบ 40% ซึ่งอาจสะท้อนว่า Bitmine เริ่มระมัดระวังมากขึ้นในการเข้าซื้อ หรืออาจแค่ใกล้ถึงเป้าหมาย 5% ที่วางไว้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามการที่บริษัทยังคงซื้อต่อเนื่องทุกสัปดาห์มาเกือบ 15 เดือนโดยไม่มีสะดุด ก็ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นระยะยาวใน Ethereum อยู่ดี สำหรับคนที่ติดตามข่าวนี้ ผมแนะนำให้จับตาว่าเมื่อ Bitmine แตะเป้าหมาย 5% แล้ว จังหวะการซื้อจะเปลี่ยนไปอย่างไร และรายได้จากการสเตกที่คาดว่าจะได้ปีละกว่า 358 ล้านดอลลาร์นั้นจะถูกนำไปใช้สะสม ETH เพิ่มหรือไม่

ที่มา: PR Newswire

ภาพจาก AI