bitkub-banner

ปริมาณเงิน 4 เศรษฐกิจใหญ่ทะลุ $103 ล้านล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปริมาณเงินรวมของ 4 เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก (สหรัฐฯ จีน ยูโรโซน และญี่ปุ่น) แตะระดับประมาณ $103.4 ล้านล้าน หลังเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว
  • ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการโดยนักวิเคราะห์อิสระที่รวมข้อมูลปริมาณเงินของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ตัวเลขทางการจากองค์กรระหว่างประเทศใด ๆ และการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่การพิมพ์เงินโดยตรงจากธนาคารกลาง
  • ต้องจับตาว่าแนวโน้มสภาพคล่องโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนี้จะส่งผลต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาวอย่างไร แม้ว่ากว่า 45% ของยอดรวมจะอยู่ในจีนซึ่งมีการควบคุมเงินทุนอย่างเข้มงวด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

ในทางทฤษฎี การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องโลกมักเป็นปัจจัยบวกในระยะยาวต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต แต่ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังของเดือนสิงหาคมที่ทยอยประกาศจากธนาคารกลางแต่ละแห่งในช่วงเดือนกันยายน ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นวันนี้ และราคาคริปโตในขณะนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาชัดเจนต่อกระแสนี้

ตามรายงานจาก Coin Bureau เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 16:08 น. ปริมาณเงินรวมของ 4 เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ยูโรโซน และญี่ปุ่น พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ $103.4 ล้านล้าน โดยในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน Coin Bureau ระบุว่าในอดีตการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องโลกในลักษณะนี้มักเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง

กราฟแสดงปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.4 ล้านล้านดอลลาร์ ควบคู่กับราคา Bitcoin
กราฟแสดงปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.4 ล้านล้านดอลลาร์ ควบคู่กับราคา Bitcoin (ภาพจาก: @CoinBureau)

ตัวเลขนี้มาจากไหน และหมายความว่าอย่างไรจริง ๆ

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไม่มีหน่วยงานกลางใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) หรือธนาคารโลก ที่เผยแพร่ตัวเลข “ปริมาณเงินโลก” อย่างเป็นทางการ ตัวเลข $103.4 ล้านล้านที่ถูกพูดถึงกันมากในชุมชน crypto บน X นั้น เป็นการคำนวณโดยนักวิเคราะห์อิสระที่นำข้อมูลปริมาณเงินของแต่ละประเทศมารวมกันเอง โดยอ้างอิงจากรายงานที่ธนาคารกลางแต่ละแห่งทยอยเผยแพร่ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่นเผยข้อมูล M2 เดือนสิงหาคมเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ธนาคารกลางจีนเผยข้อมูล M2 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยข้อมูล M2 เมื่อวันที่ 22 ก.ย. และธนาคารกลางยุโรปเผยข้อมูล M3 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.

ข้อมูลจากรายงานของแต่ละธนาคารกลางแสดงตัวเลขปริมาณเงินของแต่ละประเทศดังนี้ สหรัฐฯ มี M2 อยู่ที่ประมาณ $23.34 ล้านล้าน เพิ่มขึ้นจาก $23.22 ล้านล้านในเดือนก่อนหน้า จีนมี M2 อยู่ที่ 356.81 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ $50.8 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยูโรโซนมี M3 เติบโตในอัตรา 3.5% ต่อปี ส่วนญี่ปุ่นมี M2 อยู่ที่ 1,296.4 ล้านล้านเยน ซึ่งแท้จริงแล้วลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าเมื่อวัดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

สิ่งที่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอก

มีหลายจุดที่ต้องระวังก่อนตีความตัวเลขนี้ว่าเป็นสัญญาณบวกล้วน ๆ ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ประการแรก การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินไม่ได้แปลว่าธนาคารกลาง “พิมพ์เงิน” เพิ่มโดยตรง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ประการที่สอง การแปลงค่าเงินสกุลต่าง ๆ เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อาจทำให้ตัวเลขรวมบิดเบือนได้ เช่น หากเงินยูโรหรือเงินเยนแข็งค่าขึ้น ตัวเลขที่แปลงเป็นดอลลาร์ก็จะดูสูงขึ้นทั้งที่ปริมาณเงินในประเทศนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง ประการที่สาม กว่า 45% ของยอดรวมทั้งหมดอยู่ในจีน ซึ่งมีการควบคุมเงินทุนอย่างเข้มงวด ทำให้สภาพคล่องส่วนนี้ไม่สามารถไหลออกไปหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดตะวันตกหรือตลาดคริปโตได้อย่างเสรี

นอกจากนี้ การนำ M2 ของสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น มารวมกับ M3 ของยูโรโซนโดยตรง ก็ถือเป็นวิธีคำนวณที่ไม่สอดคล้องกันในทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจาก M3 มีองค์ประกอบที่กว้างกว่า เช่น สัญญาซื้อคืนพันธบัตรและหน่วยลงทุนกองทุนตลาดเงิน ซึ่งทำให้การเปรียบเทียบข้ามประเทศไม่ตรงมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด


ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข $103.4 ล้านล้านนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจในเชิงภาพรวม แต่ต้องระวังไม่ให้ตื่นเต้นเกินไปจนมองข้ามรายละเอียดสำคัญ เพราะนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ แต่เป็นข้อมูลย้อนหลังของเดือนสิงหาคมที่ถูกนำมาปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นกราฟไวรัลบน X เท่านั้น สิ่งที่ผมอยากให้จับตาต่อไปคือทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ ๆ ว่าจะสอดคล้องกับแนวโน้มสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นนี้หรือไม่ เพราะสภาพคล่องอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นได้ถ้าไม่มีความต้องการสินเชื่อที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจรองรับ

ที่มา: @coinbureau

ภาพจาก AI