สรุปข่าว
- Bitget เริ่มเปิดให้ถอน Bitcoin บนเครือข่าย Bitcoin ได้แล้ว เมื่อเวลา 15:00 น. วันที่ 28 ก.ย. 2569 หลังระงับการถอนทั้งหมดจากเหตุถูกแฮกเมื่อวันที่ 24 ก.ย.
- นี่เป็นเพียงเฟสแรกจากทั้งหมด 4 เฟส คริปโตสกุลอื่นอย่าง ETH, USDT และสินทรัพย์ที่เหลือรวมถึงเงินบาทยังต้องรอถึงวันที่ 29 ก.ย. ถึง 2 ต.ค.
- ความเสียหายจากแฮกครั้งนี้ถูกปรับเป็น 387.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกินไปเกือบ 84% ของกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ของ Bitget แต่ Bitget ย้ำว่ายอดเงินผู้ใช้ปลอดภัย 100%
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การเริ่มคืนสิทธิ์การถอนเงินช่วยคลายความกังวลของผู้ใช้ Bitget และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแตกตื่นถอนเงินครั้งใหญ่ (bank run) ออกจากกระดานเทรด แม้จะเป็นเพียงเฟสแรกของ BTC เท่านั้น แต่สัญญาณนี้แสดงว่า Bitget ยังสามารถควบคุมสถานการณ์และเดินตามแผนฟื้นฟูได้ตามกำหนด ซึ่งเป็นผลบวกเล็กน้อยต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของตลาด
Bitget เริ่มเปิดให้ผู้ใช้ถอน Bitcoin บนเครือข่าย Bitcoin ได้แล้วเมื่อเวลา 15:00 น. วันที่ 28 ก.ย. 2569 ตามเวลาไทย (08:00 UTC) นับเป็นก้าวแรกของแผนฟื้นฟูการถอนเงินหลังเกิดเหตุถูกแฮกครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ตามรายงานจาก Cointelegraph ระบุว่า Bitget เริ่มคืนสิทธิ์การถอนเงินโดยเริ่มจาก BTC เป็นสกุลแรก ขณะที่ Watcher.Guru รายงานว่าการกลับมาเปิดถอนเงินครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Bitget ถูกแฮกไปกว่า 388 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำชัดว่าการเปิดถอนครั้งนี้จำกัดเฉพาะ BTC บนเครือข่าย Bitcoin เท่านั้น สินทรัพย์อื่นและเงินสกุลปกติยังคงถูกระงับอยู่
แผนฟื้นฟู 4 เฟส กว่าจะถอนได้ครบทุกสกุล
Bitget ประกาศตารางเวลาคืนสิทธิ์การถอนเงินแบบเป็นขั้นตอน โดยเฟสแรกที่เปิดไปแล้วคือ BTC บนเครือข่าย Bitcoin ตามด้วยเฟสที่สองในวันที่ 29 ก.ย. สำหรับ ETH บนเครือข่าย Ethereum, BNB Chain, Arbitrum, Base และ Optimism จากนั้นวันที่ 30 ก.ย. จะเปิดถอน USDT บนเครือข่าย Ethereum, BNB Chain, Solana และ Tron ส่วนเฟสสุดท้ายในวันที่ 2 ต.ค. จะเปิดถอนสินทรัพย์คริปโตที่เหลือทั้งหมด รวมถึงเงินสกุลปกติและการโอนผ่านระบบ P2P
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ Bitcoin ไม่ได้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมในเหตุการณ์แฮกครั้งนี้ เพราะผู้โจมตีเจาะระบบอนุมัติกระเป๋าเงินร้อนและกระเป๋าเงินอุ่นผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์บุคคลที่สาม ทำให้สินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปหลัก ๆ เป็น XRP ราว 103 ล้านดอลลาร์ รวมถึง ETH, USDT, USDC, ZEC, BNB, AVAX และ TRX โดยกุญแจส่วนตัวและกระเป๋าเย็นของ Bitget ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Bitcoin จึงถูกเลือกเป็นสินทรัพย์แรกที่ได้รับการปลดล็อกการถอน
กองทุนคุ้มครองผู้ใช้เกือบหมด แต่ Bitget ยันจ่ายคืนครบ 100%
ความเสียหายจากการแฮกครั้งนี้ถูกปรับตัวเลขขึ้นจากประมาณการเบื้องต้น 351.6 ล้านดอลลาร์ เป็น 387.5 ล้านดอลลาร์ หลังทีมตรวจสอบบนบล็อกเชนพบสินทรัพย์ที่ถูกขโมยเพิ่มเติมบนเครือข่าย Zcash และ Tron ซึ่งทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นการโจรกรรมกระดานเทรดคริปโตแบบรวมศูนย์ (CEX) ที่มีมูลค่าสูงสุดของปี 2569 โดยความเสียหายดังกล่าวกินไปเกือบ 84% ของกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ของ Bitget ที่มีมูลค่าประมาณ 464 ล้านดอลลาร์ก่อนเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม Bitget ยืนยันว่ายอดเงินในบัญชีผู้ใช้ทั้งหมดยังคงปลอดภัย 100% และจะได้รับการชดเชยเต็มจำนวนจากกองทุนดังกล่าว พร้อมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่าง Mandiant และ SlowMist เข้ามาช่วยสืบสวน โดยระบุว่าพฤติกรรมการโจมตีมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเกาหลีเหนือ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า THORChain ไม่ยอมบล็อกเงินแฮก Bitget $387 ล้าน ทั้งที่ได้ค่าธรรมเนียมทุกรอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความยากในการติดตามและอายัดเงินที่ถูกขโมยไป เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ถูกโยกผ่านช่องทางกระจายศูนย์ที่ไม่สามารถถูกอายัดได้ ทำให้มีเพียงเงินมูลค่าราว 318,000 ดอลลาร์เท่านั้นที่ผู้ออก stablecoin อย่าง Circle และ Tether สามารถแช่แข็งไว้ได้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ Bitget เริ่มเปิดถอนเงินได้ตามกำหนดเวลาที่ประกาศไว้ล่วงหน้าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าทางกระดานเทรดควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ได้ยืดเวลาไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีความชัดเจนเหมือนหลายเหตุการณ์แฮกในอดีต แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือเฟส 2 ถึง 4 จะราบรื่นแค่ไหน เพราะสินทรัพย์ที่เหลืออย่าง ETH และ USDT เป็นสิ่งที่ถูกขโมยไปโดยตรง ดังนั้นการที่ Bitget ยังยืนยันจ่ายคืนครบ 100% ทั้งที่กองทุนคุ้มครองเหลือไม่ถึง 20% นั้นต้องอาศัยการเพิ่มทุนสำรองในระยะยาว ผู้ใช้ Bitget ควรติดตามความคืบหน้าของแต่ละเฟสอย่างใกล้ชิด และสำหรับคนทั่วไปในตลาด เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอีกครั้งว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ยังคงมีอยู่เสมอ
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

