สรุปข่าว
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจกดดันราคา Bitcoin เนื่องจากสถิติย้อนหลังชี้ว่าราคามักปรับตัวลดลงหลังการเลือกตั้ง
- นักวิเคราะห์มองว่าระดับราคา $73,000 เป็นแนวรับสำคัญของนักเทรดระยะสั้น ขณะที่คาดการณ์ผลการเลือกตั้งที่ฝ่ายสนับสนุนคริปโทฯ อาจพ่ายแพ้
- ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค เช่น ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด สงครามอิหร่าน
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
แม้ปกติไตรมาสที่ 4 จะเป็นช่วงที่ตลาดคริปโทฯ ทำผลงานได้ดี แต่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่กำลังจะถึงกลับสร้างความกังวลต่อทิศทางของ Bitcoin โดยนักวิเคราะห์ Ali มองว่าราคาสุ่มเสี่ยงที่จะปรับฐานลึก หลังผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มว่ารัฐบาลทรัมป์จะพ่ายแพ้
ในวันที่ 3 พฤศจิกายน หรืออีกประมาณ 1 เดือนถัดจากนี้ สหรัฐอเมริกาจะมีการจัดการเลือกตั้งกลางเทอมขึ้น เพื่อตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงวัดคะแนนนิยมของประธานาธิบดี ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจทางการเมืองหากผลมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภา
อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา Bitcoin รวมถึงตลาดคริปโทฯ ล้วนแล้วแต่มีการปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันทำให้ ความเสี่ยงในการปรับฐานเพิ่มมากยิ่งขึ้นแม้ว่าตามปกติแล้วไตรมาสที่ 4 ของปี จะเป็นช่วงที่คริปโทฯ ทำผลงานได้ดีที่สุด ทำให้นักเทรดต่างถกเถียงกันว่าสุดท้ายแล้วแนวโน้มจะเอื้อต่อฝั่งใดมากกว่า?
ปัจจัยกดดันที่ไม่ควรมองข้าม
หากอิงจากสถิติที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วปีที่มีการจัดเลือกตั้งกลางเทอมนั้นมักจะมีความเคลื่อนไหวในเชิงลบ โดยนักวิเคราะห์ Ali ได้เตือนนักลงทุนว่าอย่าเพิ่งประมาทว่าราคา Bitcoin จะไม่มีทางย่อตัว
เขากล่าวในโพสต์บน X ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2010, 2014, 2018, 2022 ราคา Bitcoin ได้ร่วงลง 72%, 65%, 52%, 27% ตามลำดับ หมายความว่าถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยราคาก็อาจเกิดการย่อตัวลงได้ แต่ไม่น่าจะรุนแรงเหมือนในอดีต
Ali กล่าวเสริมว่าระดับราคา $73,000 จะเป็นระดับราคาที่นักลงทุนต้องจับตาเนื่องจากเป็นแนวรับสำคัญ ที่ใกล้กับราคาต้นทุนของนักเทรดระยะสั้น โดยถ้าหากตลาดเตรียมที่จะกลับตัวเป็นขาขึ้นจริง แนวรับดังกล่าวน่าจะต้านทานการปรับฐานได้ ทำให้ช่วงดังกล่าวอาจเป็นเวลาที่เหมาะแก่การเข้าซื้ออีกครั้ง
ทั้งนี้ หากเรานำตัวเลขดังกล่าวมาพิจารณาจะพบว่าลดลงมาจากระดับราคาในปัจจุบัน ราว 13% เท่านั้น แต่ต่อให้ราคาจะร่วงลงไปถึง $61,000 ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะพบว่าการย่อตัวก็ยังไม่สูงกว่าครั้งก่อน หมายความว่าจุดต่ำสุดที่หลายคนรอคอยอาจได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ
ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่ราคา Bitcoin จะร่วงลงหลังการเลือกตั้งยังดูมีเหตุผลรองรับมากขึ้นเมื่อ คะแนนเสียงจากคนในตลาดพยากรณ์ต่างคาดการณ์ว่า ทรัมป์ และรีพับลิกันจะพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ ทั้งใน สภา สส. และ สภา สว. ส่งผลทำให้ขั้วอำนาจในรัฐบาลจะถูกเปลี่ยน กฎหมายต่างๆ จะถูกอนุมัติได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Clarity Act ที่มีประเด็นโดยตรงกับทั้งสองฝ่าย
กล่าวคือ โครงสร้างของรัฐบาลที่สนับสนุนคริปโทฯ กำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง แม้ความเข้มงวดอาจจะไม่ได้เทียบเท่ากับยุคสมัยของ โจ ไบเดน แต่การพ่ายแพ้ของทรัมป์ก็อาจส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโทฯ ลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ปัจจัยกดดันซ้ำเติม
นอกเหนือจากอาถรรพ์ของการเลือกตั้งแล้ว สถานการณ์ภาพรวมของตลาดยังคงอยู่ในจุดที่ยากลำบากและไม่เอื้ออำนวยต่อสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นราคาพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ แนวโน้มของเฟดที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ รวมไปถึงสงครามอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะจบลง และนั่นยังไม่รวมถึงการ IPO ของบริษัท AI ที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งมีสิทธิที่จะดูดสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 จึงอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ Bitcoin จะสามารถสร้างสถิติราคาใหม่ได้หากปราศจากเซอร์ไพรส์ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโทฯ ถือเป็นตลาดที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้เหตุการณ์ที่มีการทำนายกันเอาไว้จะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้วัฏจักรในอดีตเริ่มไม่มั่นคงเพราะผู้เล่นรายใหญ่เริ่มมีอำนาจในการควบคุมความเป็นไปของตลาดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

