bitkub-banner

Michael Saylor ชี้ Strategy มอง Strive ไม่ใช่คู่แข่ง เป็นพันธมิตร ร่วมสร้างอุตสาหกรรม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Saylor ประธานบริหารของ Strategy (NASDAQ: MSTR) โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่า Strive คือพันธมิตรผู้ร่วมสร้างอุตสาหกรรม ไม่ใช่คู่แข่งทางการค้า
  • Michael Saylor อ้างข้อมูลจาก SIFMA ว่า ตลาดหุ้นโลกมีมูลค่า 157.8 ล้านล้านดอลลาร์  และตลาดตราสารหนี้โลกอยู่ที่ 160.7 ล้านล้านดอลลาร์  ณ สิ้นปี 2025 หากคริปโทฯ ดึงส่วนแบ่งมาได้เพียง 0.1% ก็จะมีมูลค่าสูงถึงราว 1.6 แสนล้านดอลลาร์
  • Michael Saylor เผยแนวคิด 3 เรื่องหลักที่ทำให้บริษัทกลุ่มนี้เติบโตไปพร้อมกัน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

เนื้อหาเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และกรอบความคิดของอุตสาหกรรม ไม่มีตัวเลขการซื้อ Bitcoin ใหม่ หรือปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปโดยตรง แรงกระเพื่อมต่อราคาจึงน่าจะจำกัด

Michael Saylor ประธานบริหารของบริษัท Strategy ออกมาประกาศจุดยืนผ่านโพสต์ยาวบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บริษัทที่ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์คลังอย่าง Strive ไม่ใช่คู่แข่งของ Strategy แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยกันสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมา

 เขาให้เหตุผลว่า ทั้งสองบริษัทยืนอยู่บนรากฐานเดียวกัน คือใช้ Bitcoin เป็นทุน และออกทั้งตราสารหนี้อย่าง STRC และ SATA ควบคู่กับหุ้นทุนอย่าง MSTR และ ASST เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักลงทุน

มองผิวเผิน สองบริษัทดูเหมือนต้องแย่งชิงเงินจากนักลงทุนกลุ่มเดียวกัน แต่ Saylor เห็นว่า โอกาสจริงใหญ่กว่านั้นมาก 

ข้อมูลจาก SIFMA ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ตลาดหุ้นทั่วโลกมีมูลค่ารวม 157.8 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดตราสารหนี้มีมูลค่า 160.7 ล้านล้านดอลลาร์  ซึ่งการชิงส่วนแบ่งมาได้เพียง 0.1% ก็คิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ตลาดก้อนนี้จึงใหญ่พอให้ทุกบริษัทร่วมมือกันขยายโอกาสเติบโต โดยไม่จำเป็นต้องเปิดศึกแย่งชิงส่วนแบ่งเล็กๆ กันเอง

3 เหตุผลที่บริษัทคลัง Bitcoin จะเกื้อกูลกัน

Michael Saylor สรุปปัจจัยที่ทำให้บริษัทกลุ่มนี้เติบโตไปพร้อมกันไว้ 3 ข้อ

1.อุปสงค์ใน Bitcoin ช่วยดันราคาสินทรัพย์

ทุกครั้งที่มีบริษัทเข้าซื้อ Bitcoin อุปสงค์ในสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดก็เพิ่มขึ้น เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น ผู้ถือทุกรายได้ประโยชน์ร่วมกัน เขาได้ยกกรณีที่ Strive เข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิ STRC ของ Strategy มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นหลักฐานว่า บริษัทเหล่านี้เป็นลูกค้าของกันและกันอยู่แล้ว

2. สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้

เมื่อผลิตภัณฑ์อย่าง STRC และ SATA มีประวัติการทำงานที่น่าเชื่อถือ นักลงทุนจะคุ้นเคยกับสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งอุตสาหกรรมลดลง

3.โมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้วช่วยดันมูลค่าบริษัท 

เมื่อหลายบริษัทแสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์คลัง Bitcoin ทำกำไรและดำเนินงานได้จริง นักลงทุนในตลาดหุ้นก็มั่นใจขึ้น และมูลค่าของบริษัทที่บริหารดีทั้งหมดจะถูกยกระดับไปด้วย

เทียบยุคบุกเบิกยานยนต์

Michael Saylor เปรียบโครงสร้างนี้กับช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผู้ผลิตอย่าง Ford และบริษัทน้ำมันอย่าง Standard Oil เติบโตไปด้วยกัน มากกว่าจะทำลายกัน รถยนต์ยิ่งมาก ความต้องการน้ำมันยิ่งสูง และเมื่อเข้าถึงน้ำมันได้ง่าย รถยนต์ก็ยิ่งใช้งานได้คุ้มค่า บริษัทคลัง Bitcoin ก็ต้องการระบบนิเวศแบบเดียวกัน ทั้งฝั่งทุน ตราสารหนี้ หุ้นทุน และระบบชำระเงิน

Michael Saylor ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า ผู้ออกผลิตภัณฑ์ที่ขาดความแข็งแกร่งหรือมีการบริหารจัดการที่ไม่ดี อาจกลายเป็นตัวการทำลายความเชื่อมั่นของทั้งอุตสาหกรรม ในขณะที่ผู้เล่นที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้าง และวางมาตรฐานที่ดีให้แก่ตลาด ซึ่งทาง Strategy พร้อมที่จะเปิดรับและต้อนรับทุกบริษัทที่เข้ามาแข่งขันอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่มา : benzinga


มุมมองผู้เขียน : ข้อความนี้เป็นการสรุปในเชิงวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นว่า การปรับภาพลักษณ์จาก “คู่แข่ง” มาเป็น “พันธมิตร” เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด จะช่วยสร้างและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ที่เรื่องความน่าเชื่อถือถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดครับ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนระหว่างกันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ