สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ร่วง 2.94% ลงมาที่ $83,080 ในวันที่ 7 ต.ค. 2569 ขณะที่ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาลดลง 3.84% ราคาหลุดกรอบ $83,500 ถึง $86,600 ที่แกว่งตัวมาราว 2 สัปดาห์
- ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.82 หมื่นล้านดอลลาร์ มูลค่าตลาด 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาแกว่งระหว่าง $86,648 ถึง $83,409 ในรอบวัน
- จุดที่ต้องจับตาคือราคาจะกลับเข้ากรอบเดิมได้หรือไม่ หลังหลุดขอบล่างของช่วงแกว่งตัว โดยโครงสร้างระยะยาวยังเป็นขาลงจนกว่าราคาจะกลับไปเหนือระดับจิตวิทยา $100,000
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ราคาหลุดขอบล่างของกรอบที่ยืนอยู่หลายสัปดาห์ ถือเป็นสัญญาณเชิงลบในระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ระยะกลางที่ยังเป็นขาขึ้นจากฐานเดือน ส.ค. ทำให้ต้องรอดูว่าการหลุดครั้งนี้เป็นของจริงหรือเป็นเพียงการสะบัดราคาชั่วคราว
ราคา Bitcoin ร่วง 2.94% หลุดลงมาที่ $83,080 ในวันที่ 7 ต.ค. 2569 ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบ $83,500 ถึง $86,600 ที่ราคาแกว่งตัวต่อเนื่องมาราว 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่การพุ่งขึ้นไปแตะ $86,600 เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ข้อมูลช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาแสดงว่าราคาลดลง 3.84% โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ $86,648 และลงมาทำจุดต่ำสุดที่ $83,409 ก่อนจะอ่อนตัวลงต่อ
ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.82 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ในเช้าวันเดียวกัน แท่งเทียน 4 ชั่วโมงรอบตี 4 เคยมีไส้เทียนลงไปแตะ $83,648 แล้วปิดใกล้ $84,100 แต่รอบนี้ราคาลงลึกกว่าเดิมและหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว
ความสำคัญของโซน $83,500 ในโครงสร้างราคา
โซน $83,500 ไม่ใช่ระดับที่เพิ่งเกิดขึ้น เป็นขอบล่างของกรอบแคบ ๆ ที่ราคาใช้เวลาสร้างมาตั้งแต่หลังการพุ่งขึ้นเมื่อ 22 ก.ย. และยังอยู่ใกล้พื้นที่ที่เคยเป็นเพดานของช่วงพักตัว $75,000 ถึง $81,000 ตลอดเดือน ส.ค. และ ก.ย. ก่อนราคาจะทะลุขึ้นไปเหนือ $81,000 ในปลายเดือน ก.ย. ในมุมของการอ่านกราฟ พื้นที่ที่เคยเป็นแนวต้านแล้วถูกทะลุขึ้นไปมักถูกตลาดกลับมาทดสอบ จึงเป็นเหตุผลที่โซนนี้ได้รับความสนใจ
ภาพใหญ่ยังต้องแยกเป็น 3 ชั้น ระยะยาว Bitcoin อยู่ในขาลงตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2568 ที่ราคาขึ้นไปใกล้ $123,000 แล้วลดลงราว 50% ไปสู่จุดต่ำสุดของรอบใกล้ $58,500 ในปลายเดือน มิ.ย. 2569 ระยะกลางเป็นขาขึ้นตั้งแต่ 9 ส.ค. หลังราคาพุ่งราว 22% ในสัปดาห์เดียว และสร้างจุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นเรื่อยมา ส่วนระยะสั้นเป็นการแกว่งตัวในกรอบแคบ การที่ราคาหลุดกรอบนี้จึงเป็นการทดสอบว่าขาขึ้นระยะกลางยังแข็งแรงพอหรือไม่
มุมมองทางเทคนิคและสิ่งที่ต้องดูต่อ
สิ่งแรกที่ควรสังเกตคือปริมาณซื้อขาย ช่วงแกว่งตัวที่ผ่านมาปริมาณลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความลังเลของตลาด การหลุดกรอบที่มาพร้อมปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้นชัดเจนจะมีน้ำหนักมากกว่าการหลุดในช่วงที่ตลาดเงียบ ตัวเลข 3.82 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมงเป็นข้อมูลที่ต้องเทียบกับวันก่อนหน้าเพื่อดูว่าแรงขายครั้งนี้มีนัยสำคัญแค่ไหน
อีกประเด็นคือราคาปิดรายวันและรายสัปดาห์ แท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่ากรอบอย่างชัดเจนให้สัญญาณต่างจากการที่ไส้เทียนลงไปแตะแล้วดีดกลับ ขณะที่ราคาสะสมกำไรจากฐานเดือน ส.ค. ไว้ราว 43% การปรับฐานในระดับนี้จึงยังไม่ทำลายโครงสร้างจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นของระยะกลาง นักวิเคราะห์สายเทคนิคหลายสำนักมักใช้พื้นที่ช่วงพักตัวเดิมที่ $75,000 ถึง $81,000 เป็นเกณฑ์ดูว่าขาขึ้นระยะกลางยังอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงการอ่านโครงสร้างราคาในอดีต ไม่ใช่การคาดการณ์
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ผู้เขียนยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันได้ว่ามีข่าวใหญ่เฉพาะเจาะจงที่ทำให้ราคาร่วงในรอบนี้ จึงไม่ขอระบุสาเหตุที่ยังตรวจสอบไม่ได้ ตลาดมักตอบสนองต่อข้อมูลเงินเฟ้อ ท่าทีธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการไหลเข้าออกของกองทุน ETF ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควรติดตามเมื่อมีข้อมูลออกมา
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
การหลุดกรอบที่อาจเป็นสัญญาณหลอก
การหลุดกรอบหลังช่วงแกว่งตัวที่ปริมาณซื้อขายเบาบางเป็นรูปแบบที่ตลาดเคยเห็นบ่อยว่าอาจกลับตัวได้เร็ว หากราคากลับเข้ามายืนในกรอบเดิมอย่างรวดเร็ว การหลุดครั้งนี้อาจกลายเป็นเพียงการกวาดสภาพคล่องชั่วคราว แต่ถ้าราคาไม่สามารถกลับเข้ากรอบได้ภายในไม่กี่วัน ภาพของการแกว่งตัวจะเปลี่ยนเป็นการปรับฐานที่ชัดเจนขึ้น
แรงกดดันจากภาพระยะยาว
ราคาปัจจุบันฟื้นตัวมาประมาณ 40% ของช่วงที่ลดลงจากจุดสูงสุดรอบก่อน และโครงสร้างระยะยาวยังเป็นขาลงจนกว่าจะกลับไปเหนือ $100,000 ได้ ระหว่างทางยังมีบริเวณ $90,000 ที่เป็นระดับจิตวิทยาและเป็นพื้นที่ที่ผู้ถือเคยติดลบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดแรงขายเมื่อราคากลับขึ้นไปใกล้ ๆ ส่วนด้านล่าง หากราคาย้อนลงไปใกล้ช่วงพักตัวเดิมก็จะเป็นการทดสอบความแข็งแรงของขาขึ้นระยะกลางโดยตรง
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการร่วง 2.94% รอบนี้ยังไม่พอจะสรุปว่าขาขึ้นระยะกลางจบลง เพราะกรอบแคบ ๆ ที่แกว่งมา 2 สัปดาห์พร้อมปริมาณที่ลดลง มักจบด้วยการเลือกทางที่รุนแรงสักด้าน และรอบนี้ตลาดเลือกลงก่อน แต่สิ่งที่ผมให้น้ำหนักมากกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์คือพฤติกรรมของราคาหลังหลุด ถ้าดีดกลับเข้ากรอบเร็วแปลว่าแรงขายไม่ได้หนักจริง ถ้าไม่กลับและปริมาณซื้อขายเพิ่มตาม ภาพจะเปลี่ยนไปมาก
ในมุมของผู้เขียน ผมจะดูสามอย่างเป็นหลัก คือราคาปิดรายวันเทียบกับขอบล่างของกรอบเดิม ปริมาณซื้อขายเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และปฏิกิริยาของตลาดต่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังจะออก ส่วนภาพระยะยาว ผมยังเห็นว่าเป็นช่วงฟื้นตัวภายใต้แนวโน้มขาลงใหญ่ ยังไม่ใช่การกลับตัวที่ยืนยันแล้ว ใครที่ติดตามตลาดอยู่ควรแยกให้ออกระหว่างความผันผวนระยะสั้นกับการเปลี่ยนโครงสร้างจริง ๆ และอย่าให้ตัวเลขหน้าจอรายวันบังภาพใหญ่
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI

