สรุปข่าว
- ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้มีทิศทางเลื่อนการเก็บภาษีกำไรคริปโต 22% จากกำหนดเดิมวันที่ 1 มกราคม 2027 ไปเป็นปี 2029 นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มผลักดันนโยบายในปี 2020
- ภาษีดังกล่าวจะจัดเก็บจากกำไรสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนที่เกิน 2.5 ล้านวอนต่อปี หรือประมาณ 1,900 ดอลลาร์ โดยอัตรา 22% รวมภาษีเงินได้ 20% และภาษีท้องถิ่น 2%
- สาเหตุสำคัญมาจากความไม่พร้อมของระบบจัดเก็บภาษีและการติดตามธุรกรรมต่างประเทศ รวมถึงความกังวลว่าการเริ่มเก็บภาษีก่อนสหรัฐฯ เข้าร่วมระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลคริปโตระหว่างประเทศ อาจทำให้นักลงทุนในประเทศเสียเปรียบ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bullish
การเลื่อนเก็บภาษีอาจช่วยลดแรงกดดันต่อนักลงทุนคริปโตชาวเกาหลีใต้ในระยะสั้น และลดความกังวลว่าภาระภาษีจะทำให้นักลงทุนลดการซื้อขายหรือย้ายเงินไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคา Bitcoin และ Altcoin ในตลาดโลกอาจมีจำกัด เพราะการเปลี่ยนแปลงยังต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมาย และตลาดคริปโตยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพคล่องและเศรษฐกิจโลกด้วย
เกาหลีใต้ส่งสัญญาณเลื่อนเก็บภาษีคริปโตอีกครั้ง
เกาหลีใต้กำลังเตรียมเลื่อนการจัดเก็บภาษีกำไรจากคริปโตเคอร์เรนซีจากวันที่ 1 มกราคม 2027 ไปเป็นปี 2029 หลังทำเนียบประธานาธิบดีมีทิศทางสนับสนุนการเลื่อนออกไป ตามรายงานของ Seoul Economic Daily เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2026 หากดำเนินการสำเร็จ จะถือเป็นการเลื่อนครั้งที่ 4 นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มผลักดันนโยบายนี้ในปี 2020
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังต้องผ่านการแก้ไขกฎหมายโดยรัฐสภา จึงยังไม่ควรถือว่ากำหนดเริ่มจัดเก็บภาษีในปี 2029 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยพรรคฝ่ายรัฐบาลได้เสนอร่างแก้ไขเพื่อเลื่อนกำหนดการ และฝ่ายฝ่ายค้านก็สนับสนุนให้ชะลอการจัดเก็บเช่นกัน
ภาษี 22% คิดจากกำไรส่วนที่เกิน 2.5 ล้านวอน
ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เกาหลีใต้วางแผนจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดจากการโอนหรือให้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำไรส่วนที่เกิน 2.5 ล้านวอนต่อปี หรือประมาณ 1,900 ดอลลาร์ จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรารวม 22% ซึ่งประกอบด้วยภาษีเงินได้ 20% และภาษีท้องถิ่นอีก 2%
การคำนวณจะพิจารณารายได้จากธุรกรรมโดยหักต้นทุนการได้มาของสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องออกก่อน ไม่ใช่การนำยอดขายคริปโตทั้งหมดมาเป็นฐานภาษี
นโยบายดังกล่าวผ่านการเลื่อนกำหนดการมาแล้ว 3 ครั้ง โดยเดิมมีกำหนดเริ่มในปี 2022 ก่อนจะเลื่อนไปเป็นปี 2023, 2025 และ 2027 ตามลำดับ การเลื่อนรอบล่าสุดจึงอาจทำให้ผู้ลงทุนมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ปี ก่อนต้องเข้าสู่ระบบภาษีตามแผนใหม่
ระบบภาษียังไม่พร้อม ขณะที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วม CARF ในปี 2029
หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการเลื่อนคือความกังวลเกี่ยวกับระบบรายงานและติดตามธุรกรรมคริปโต โดยเฉพาะธุรกรรมบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้หน่วยงานภาษีตรวจสอบกำไรของนักลงทุนได้ไม่ครบถ้วน
อีกประเด็นคือ Crypto-Asset Reporting Framework (CARF) ซึ่งเป็นกรอบของ OECD สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างหน่วยงานภาษีของประเทศต่าง ๆ โดยรายงานของสื่อเกาหลีใต้ระบุว่าสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมระบบดังกล่าวในปี 2029
หากเกาหลีใต้เริ่มเก็บภาษีก่อนที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจะครอบคลุมตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ ก็อาจเกิดความกังวลว่าผู้ใช้กระดานเทรดในประเทศจะถูกตรวจสอบได้ง่ายกว่าผู้ใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ รัฐบาลจึงต้องพิจารณาทั้งความพร้อมของระบบและความเป็นธรรมในการบังคับใช้ภาษี
นักลงทุนรุ่นใหม่กดดันรัฐบาลให้ทบทวนนโยบาย
แรงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประเด็นนี้กลับมาอยู่ในความสนใจ โดยก่อนหน้านี้นักลงทุนได้รวบรวมรายชื่อผ่านระบบคำร้องของรัฐสภาจนถึงเกณฑ์ 50,000 รายชื่อ ซึ่งทำให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าการเริ่มจัดเก็บภาษีในปี 2027 ทั้งที่รายละเอียดและระบบรายงานยังไม่พร้อม อาจเพิ่มภาระให้กับนักลงทุนรายย่อยและทำให้ตลาดในประเทศเสียเปรียบ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการจัดเก็บภาษีมองว่ารายได้จากการลงทุนควรอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ภาษีที่ชัดเจนและเป็นธรรมเช่นเดียวกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
ดังนั้น แม้การเลื่อนออกไปอาจช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น แต่ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาหลักเรื่องวิธีคำนวณกำไร การรายงานธุรกรรมข้ามแพลตฟอร์ม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
การเลื่อนเก็บภาษีคริปโตไปปี 2029 ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับนักลงทุน หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เพราะจะช่วยให้ผู้ลงทุนและแพลตฟอร์มมีเวลาปรับตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของทำเนียบประธานาธิบดียังไม่เท่ากับการแก้ไขกฎหมายเสร็จสิ้น และกำหนดการเดิมจะยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามจนกว่ารัฐสภาจะมีมติชัดเจน
การเลื่อนครั้งนี้อาจช่วยบรรเทาความกังวลในตลาดคริปโตเกาหลีใต้ และส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น แต่ไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณขาขึ้นของตลาดโลกโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการแก้ไขกฎหมายในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงความคืบหน้าของระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความชัดเจนและความเป็นธรรมของกฎระเบียบจะสำคัญกว่าการเลื่อนกำหนดการออกไปเพียงอย่างเดียว
ที่มา : Seoul Economic Daily, · The Korea Times, Whale Insider

