สรุปข่าว
- ราคา Ethereum (ETH) ร่วง 5.0% ลงมาที่ $2,234.56 ในวันที่ 30 ต.ค. โดยในรอบ 24 ชั่วโมงซื้อขายระหว่าง $2,178.62 ถึง $2,373.22 ปริมาณซื้อขายอยู่ที่ 2.37 หมื่นล้านดอลลาร์
- การร่วงรอบนี้ทำให้ ETH หลุดโซนราคา $2,300 ที่เคยรับไว้ และเป็นการลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดเดือน ก.ย. ที่ใกล้ $2,775 ตลอดหลายสัปดาห์
- สิ่งที่ต้องจับตาคือปริมาณซื้อขายที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่การเทขายช่วงต้นเดือน ต.ค. และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่กำหนดความเสี่ยงของตลาดโดยรวม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ราคาที่ร่วงแรงพร้อมปริมาณซื้อขายสูง สะท้อนแรงขายที่เร่งตัวขึ้นภายใต้แนวโน้มขาลงที่ยังอยู่ครบทั้งระยะสั้น กลาง และยาว จึงยังเป็นภาพเชิงลบต่อราคาในระยะนี้
ในวันที่ 30 ต.ค. ราคา Ethereum ร่วงลง 5.0% มาอยู่ที่ $2,234.56 หลังแกว่งตัวในกรอบ $2,178.62 ถึง $2,373.22 ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยราคาติดลบ 3.6% ในรอบวัน ปริมาณซื้อขายรวมอยู่ที่ 2.37 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.73 แสนล้านดอลลาร์
ข้อมูลทางเทคนิคชี้ว่าแท่งเทียนรายวันปิดในช่วง $2,214 ถึง $2,249 ด้วยปริมาณซื้อขายราว 2.13 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่การเทขายช่วงวันที่ 8 และ 9 ต.ค. การร่วงรอบนี้ทำให้ ETH หลุดโซนราคา $2,300 ที่เป็นแนวทรงตัวมาก่อนหน้า หลังจากโซน $2,400 ถึง $2,470 ถูกทะลุลงมาแล้วเมื่อวันที่ 23 ต.ค.
ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจมหภาคกับความเสี่ยงของสินทรัพย์เสี่ยง
เมื่อมองภาพกว้าง ตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวตามความอยากเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งผูกกับทิศทางดอกเบี้ย ตัวเลขเงินเฟ้อ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอกเบี้ยคงอยู่ระดับสูงหรือตลาดลดความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบาย สินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสดอย่างคริปโตมักถูกกดดันก่อน ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าก็มักดึงเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวไม่สามารถระบุได้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจหรือการประกาศนโยบายชิ้นใดเป็นตัวจุดชนวนการร่วงของวันนี้โดยตรง เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจน สิ่งที่เห็นได้แน่ชัดคือ ETH ลดลงราว 43% จากระดับใกล้ $3,900 เมื่อปลายเดือน ต.ค. ปีก่อน และต่ำกว่าจุดสูงเดือน ก.ย. ที่ใกล้ $2,775 ราว 20% ซึ่งสะท้อนว่าความอยากเสี่ยงของตลาดอ่อนแรงมาต่อเนื่องหลายเดือน ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะวันเดียว
สัญญาณจากปริมาณซื้อขายและโครงสร้างตลาด
สัญญาณที่ชัดที่สุดในตอนนี้คือปริมาณซื้อขาย การที่ราคาลงแรงพร้อมปริมาณซื้อขายสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ มักตีความได้ว่ามีผู้ขายเข้ามาในตลาดอย่างหนักแน่น ไม่ใช่เพียงการแกว่งตัวเล็กน้อย ราคาปิดรายสัปดาห์ของ ETH ก็ลดลงต่อเนื่องจาก 2,696 เป็น 2,687, 2,504, 2,400, 2,357 และ 2,214 ตามลำดับ ซึ่งเป็นรูปแบบจุดสูงที่ต่ำลงเรื่อย ๆ
ส่วนข้อมูลเชิงลึกอย่างเจ้ามือเคลื่อนไหว เงินไหลเข้าออกเว็บกระดานเทรด อัตราค่าธรรมเนียมฟิวเจอร์ และสถานะคงค้าง ทีมข่าวไม่มีข้อมูลยืนยันที่เชื่อถือได้ ณ เวลาที่เขียน จึงขอไม่คาดเดาตัวเลขเหล่านี้ ผู้อ่านควรติดตามจากแหล่งข้อมูลออนเชนและตลาดอนุพันธ์โดยตรง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยบอกได้ว่าแรงขายมาจากการล้างพอร์ตของผู้เปิดสถานะกู้ยืม หรือจากการเทขายของผู้ถือจริง
เทียบรอบอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในรอบตลาดขาลงก่อนหน้า ราคาคริปโตมักผ่านช่วงที่ดีดกลับแรงแล้วอ่อนแรงลง ก่อนจะมีการเทขายครั้งใหญ่ซ้ำ ในรอบนี้ ETH เคยลงไปทำจุดต่ำสุดใกล้ $1,569 ในเดือน มิ.ย. 2569 ก่อนดีดขึ้นไปใกล้ $2,700 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นการฟื้นตัวรุนแรงในระยะสั้น แต่ภายหลังค่อย ๆ ถูกไล่คืนมาจนเหลือ $2,214 ถึง $2,249 ในการปิดรายวันล่าสุด
บทเรียนจากรอบก่อน ๆ คือ การฟื้นตัวระหว่างทางของตลาดขาลงมักไม่ได้เป็นจุดกลับตัวเสมอไป และผลลัพธ์ของแต่ละรอบก็แตกต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้น ผลตอบแทนในอดีตจึงไม่ใช่เครื่องยืนยันอนาคต ในภาพปัจจุบัน ตลาดยังไม่ได้ส่งสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน เช่น การปิดเหนือโซน $2,500 พร้อมปริมาณซื้อขายหนาแน่น
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการร่วงรอบนี้สำคัญเพราะเกิดพร้อมปริมาณซื้อขายที่สูงผิดปกติ ไม่ใช่การขยับเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในแนวโน้มขาลง และมันตอกย้ำว่าการฟื้นตัวเดือน ส.ค. ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ของตลาดได้
สิ่งที่ผมจะจับตาต่อไปมี 3 เรื่อง คือการเคลื่อนไหวของดอลลาร์และคาดการณ์ดอกเบี้ย ซึ่งกำหนดความอยากเสี่ยงโดยรวม, พฤติกรรมของราคาเมื่อเข้าใกล้ระดับจิตวิทยา $2,000 ว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาหรือไม่ และปริมาณซื้อขายว่ายังสูงต่อเนื่องหรือเริ่มแผ่วลง ซึ่งจะบอกว่าแรงขายกำลังเร่งหรือเริ่มหมดแรง
ในภาวะแบบนี้ การรู้ว่าตัวเองรับความผันผวนได้แค่ไหนสำคัญกว่าการเดาจุดต่ำสุดครับ
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI

