สรุปข่าว
- บิตคอยน์ปิดเดือนตุลาคม 2026 ติดลบ 7.32% ทำสถิติเดือนตุลาคมที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ปี 2014 และเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นปีที่สอง
- ตลาดเผชิญแรงเทขายจากความกังวลทางเศรษฐกิจ, เงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF กว่า 643 ล้านดอลลาร์ และเหตุการณ์แฮก Binance $6 พันล้าน
- โซน 76,000–76,500 ดอลลาร์เป็นจุดทดสอบสำคัญ หากหลุดอาจลงไปที่ 75,000 และ 73,000 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบ : Bearish
ตลาดบิตคอยน์ปิดฉากเดือนตุลาคม 2026 ด้วยความผิดหวังหลังทำลายสถิติ Uptober ด้วยการปรับตัวลดลง 7.32% ซึ่งย่ำแย่ที่สุดในรอบ 12 ปี จากแรงกดดันรอบด้านทั้งความกังวลทางเศรษฐกิจ เงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF และเหตุการณ์แฮก Binance ครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาดิ่งลงไปแตะแนวรับ 76,000 ดอลลาร์ ก่อนที่ตลาดจะฝากความหวังไว้กับการฟื้นตัวตามสถิติในอดีตของเดือนพฤศจิกายน
ตำนาน Uptober หรือช่วงเวลาที่ตลาดบิตคอยน์มักปรับตัวขึ้นในเดือนตุลาคม ต้องสะดุดลงอีกครั้งในปี 2026 เมื่อเหรียญพี่ใหญ่ปิดฉากเดือนตุลาคมด้วยการปรับตัวลดลง 7.32% อันถือเป็นผลงานเดือนตุลาคมที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 และเป็นการติดลบในเดือนตุลาคมติดต่อกันเป็นปีที่สอง นับตั้งแต่ช่วงปี 2011–2012

ปิดตำนาน Uptober
ตามสถิติแล้ว เดือนตุลาคมมักเป็นหนึ่งในเดือนที่ดีที่สุดของบิตคอยน์ โดยจากทั้งหมด 16 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2025 มีถึง 11 ครั้งที่ปิดบวก คิดเป็นอัตราการชนะสูงถึง 69% พร้อมผลตอบแทนเฉลี่ย 26.1% และค่ามัธยฐานการเติบโตที่ 12.9% ทว่าปีนี้ Bitcoin กลับเคลื่อนไหวสวนทาง
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ตุลาคมปีนี้น่าผิดหวังหลักๆ แล้วประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ เริ่มจากความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจของนักลงทุน ที่ทำให้ราคาเริ่มมีการย่อตัวมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมาจนถึงปลายเดือนที่ตรงกับประชุมเฟด ประกอบกับความกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดหุ้น และราคาทองคำที่ย่อตัวตาม ทำให้ Bitcoin ซึ่งมีสถานะเป็นทั้งสินทรัพย์เสี่ยง และสินทรัพย์ปลอดภัย โดนเทขาย
แต่ปัจจัยที่แท้จริงนั้นกลับมาในช่วงโค้งสุดท้าย อย่างเหตุการณ์ระดับ Black Swan กับการปล้นคริปโทฯ ครั้งประวัติศาสตร์จาก Binance ราว $6 พันล้าน ซ้ำเติมตลาดที่เปราะบางอยู่แล้ว ส่งผลทำให้เกิดความแตกตื่นและทำการเทขายจนทำให้เกิดการ liquidation ของนักเทรดและทำให้ราคายิ่งดิ่งลงมาถึงระดับ $76,000 ก่อนฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อยในวันนี้
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนสถาบันก็ไม่ได้ช่วยพยุงตลาด โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลออกสุทธิสูงถึงประมาณ 643 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันฝั่งขาย
แนวรับ $76,000 เผชิญบททดสอบสำคัญ
ทั้งนี้ ช่วงการซื้อขายในรอบ 7 วันที่ผ่านมากลายเป็นแนวรับแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญสำหรับต้นเดือนพฤศจิกายน การที่ราคาลงไปทำจุดต่ำสุดที่ $76,337 ทำให้โซน $76,000 ถึง $76,500 กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตา หากหลุดแนวรับนี้อย่างเด็ดขาด อาจเปิดทางให้ราคาลงไปทดสอบที่ $75,000 และ $73,000 ตามลำดับ
ในทางกลับกัน หากสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ $78,000 ถึง $80,000 ได้ ก็จะช่วยให้ภาพรวมระยะสั้นดูดีขึ้น โดยมีจุดสูงสุดเดิมในสัปดาห์ที่ $81,840 เป็นด่านสำคัญถัดไปของฝั่งซื้อ
สถิติเดือนพฤศจิกายนยังพอให้ความหวังฝั่งกระทิงได้บ้าง
แม้ผลงานเดือนตุลาคมจะน่าผิดหวัง แต่สถิติตามฤดูกาลในอดีตก็ยังไม่ถึงกับหมดหวังเสียทีเดียว เพราะเดือนพฤศจิกายนมีสถิติผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ประมาณ 34.9% (แม้ตัวเลขนี้จะถูกดันขึ้นสูงผิดปกติจากการพุ่งขึ้นถึง 454% ในปี 2013 ก็ตาม) โดยมีค่ามัธยฐานการเติบโตอยู่ที่ 10.3% ซึ่งเป็นอ้างอิงที่สมเหตุสมผลกว่า
ถัดจากนี้จะเป็นบททดสอบว่า ความพยายามในการฟื้นฟูระบบของ Binance, กระแสเงินทุนสถาบัน และความเชื่อมั่นของตลาดที่ค่อยๆ กู้กลับมา จะสามารถหยุดยั้งการร่วงลงของราคาได้ หรือ Bitcoin จะเดินตามรอยอาถรรพ์การเลือกตั้งกลางเทอม
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ในปี 2026 ยังคงสร้างความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพราะในเดือนกันยายน 2026 บิตคอยน์กลับบวกได้ 6.4% ทั้งที่เป็นเดือนที่มักจะซบเซา แต่พอถึงเดือนตุลาคมซึ่งมักจะเป็นเดือนที่แข็งแกร่ง ราคากลับร่วงลงอย่างหนัก ดังนั้น ตำราและสถิติเดิมๆ อาจนำมาใช้อ้างอิงไม่ได้อีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน
ที่มา: Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่าเหตุการณ์กะทันหันและปัจจัยด้านจิตวิทยา มีน้ำหนักเหนือสถิติและตำราในอดีต นักลงทุนจึงต้องติดตามแนวรับสำคัญและบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดท่ามกลางความผันผวนในปีนี้

