bitkub-banner

อีเมล Epstein ปี 2014 ชี้คนวงการคริปโตขอให้เลิกหนุน XRP และ Stellar

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • David Schwartz อดีต CTO ของ Ripple เผยแพร่อีเมลปี 2014 จากเอกสารคดี Epstein ที่บ่งชี้ว่ามีคนวงการคริปโตพยายามโน้มน้าว Epstein และผู้สนับสนุนรายอื่นให้เลิกหนุน XRP และ XLM
  • เงินของ Epstein เคยไหลเข้า MIT Media Lab ซึ่งตั้ง Digital Currency Initiative มาอุ้มนักพัฒนา Bitcoin Core และเขายังถูกเชื่อมโยงกับหุ้นเล็ก ๆ ใน Blockstream ผ่านกองทุนของ Joi Ito ที่บริษัทระบุว่าขายออกไปแล้ว
  • ประเด็นนี้ชนกับการถกเถียงเรื่อง Altseason ขณะ BTC Dominance ค้างราว 60% และทำให้ชุมชน XRP ในไทยรู้สึกว่าข้อสงสัยของตัวเองมีน้ำหนักขึ้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

เอกสารชุดนี้เป็นประเด็นด้านประวัติศาสตร์และการเล่าเรื่องของวงการ ไม่ได้เปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานหรือกระแสเงินของ Bitcoin และ XRP โดยตรง อาจกระตุ้นอารมณ์ของชุมชน XRP ในระยะสั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ส่งผลต่อราคาอย่างชัดเจน จึงประเมินเป็นกลาง

ถ้าคุณเคยเถียงกับเพื่อนในกลุ่มไลน์ว่า “นอกจาก Bitcoin แล้วที่เหลือคือขยะ” หรือเคยโดนสาย Bitcoin ล้วนตอกกลับว่า “ถือ XRP คือโดนหลอก” ลองหยุดคิดสักนิดว่า ความเชื่อนั้นมาจากไหน มันเกิดจากชาวบ้านธรรมดาที่เถียงกันในฟอรั่มจริงหรือ หรือมีบางส่วนที่ถูกปั้นขึ้นในห้องปิด โดยคนรวยไม่กี่คนที่คุยกันทางอีเมล

คำถามนี้กลับมาดังอีกครั้งเมื่อ David Schwartz อดีต CTO ของ Ripple หยิบอีเมลปี 2014 จากเอกสารคดี Jeffrey Epstein ขึ้นมาเผยแพร่ เนื้อหาบ่งชี้ว่ามีคนในวงการคริปโตยุคแรกพยายามโน้มน้าว Epstein และผู้สนับสนุนกลุ่มชนชั้นนำคนอื่น ๆ ให้เลิกสนับสนุน Ripple (XRP) และ Stellar (XLM) ในวันที่ทั้ง Bitcoin, XRP และ XLM ยังเป็นแค่โปรเจกต์เล็ก ๆ ที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก Schwartz เองเรียกอีเมลฉบับนี้ว่า “อาจเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมา”

ก่อนจะไปต่อ ผมขอวางกติกาให้ชัด บทความนี้ไม่ได้บอกว่ามีแผนสมคบคิดระดับโลกเพื่อฆ่า Altcoin สิ่งที่เรามีคือเอกสารบางชิ้น เส้นทางเงินบางสาย และคำถามที่ไม่สบายใจ ซึ่งผมคิดว่านักลงทุนไทยควรได้ถามด้วยตัวเอง

อีเมลปี 2014 ที่ David Schwartz หยิบขึ้นมา

อีเมลปี 2014 ที่ David Schwartz หยิบขึ้นมา
ภาพจาก AI

เรื่องนี้กระจายบน X อย่างรวดเร็วเมื่อช่วงตี 3:50 ตามเวลาไทยของวันที่ 4 พ.ย. (20:50 UTC วันที่ 3 พ.ย.) Aria โพสต์ว่า David Schwartz เพิ่งปล่อยอีเมลปี 2014 ที่เผยให้เห็นคนวงในของวงการคริปโตผลักดันให้ Jeffrey Epstein และคนอื่น ๆ ถอนการสนับสนุน XRP ของ Ripple และ XLM ของ Stellar พร้อมย้ำคำพูดของ Schwartz ว่านี่ “อาจเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมา” โพสต์นี้กลายเป็นโพสต์ที่มีคนกดถูกใจมากที่สุดในหมวดนี้ของวัน ก่อนที่บัญชีอื่นอย่าง Hipper Randi จะนำข้อความเดียวกันไปเผยแพร่ต่อ

ทำไมปี 2014 ถึงสำคัญ ช่วงนั้นคือยุคที่วงการคริปโตยังเล็กมาก Mt. Gox เพิ่งล้ม Bitcoin เพิ่งผ่านวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ ส่วน Stellar เพิ่งเปิดตัวในปีเดียวกันโดย Jed McCaleb ผู้ร่วมก่อตั้ง Ripple ที่แยกตัวออกมา เงินลงทุนจากกลุ่มคนรวยและเครือข่ายมหาวิทยาลัยดัง ๆ ในตอนนั้นจึงมีน้ำหนักมาก เพราะมันกำหนดได้ว่าโปรเจกต์ไหนจะมีนักพัฒนา มีชื่อเสียง และมีที่ยืนในสื่อ

ลองนึกภาพว่าในวันที่เค้กยังก้อนเล็ก ถ้ามีคนกระซิบข้างหูนักลงทุนรายใหญ่ว่า “อย่าไปให้เงินอีกฝั่ง” ผลกระทบมันไม่ได้หยุดอยู่แค่อีเมลฉบับเดียว แต่มันอาจกำหนดว่าใครจะได้เล่าเรื่องของตัวเองดังกว่าในอีกสิบปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าการที่ใครสักคนล็อบบี้นักลงทุนให้หนุนฝั่งตัวเองและทิ้งคู่แข่ง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันในโลกธุรกิจ อีเมลฉบับเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าความเกลียดชัง Altcoin ทั้งหมดในวันนี้ถูกจัดฉากขึ้น มันพิสูจน์ได้แค่ว่า การเมืองหลังม่านมีอยู่จริงตั้งแต่วันแรก

เงินของ Epstein ไปโผล่ตรงไหนในโลก Bitcoin

เงินของ Epstein ไปโผล่ตรงไหนในโลก Bitcoin
ภาพจาก AI

ถ้าอีเมลปี 2014 เป็นแค่เรื่องเดียว คงไม่มีใครสนใจมากขนาดนี้ แต่มันไปต่อกับเส้นทางเงินอีกอย่างน้อยสองสายที่มีการรายงานและยืนยันไว้ก่อนหน้านี้

สายแรกคือ MIT Media Lab ซึ่งเคยรับเงินบริจาคจาก Epstein ในช่วงที่ Joi Ito เป็นผู้อำนวยการ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในปี 2019 และทำให้ Ito ต้องลาออก ในช่วงเดียวกันนั้น Media Lab ได้ตั้ง Digital Currency Initiative (DCI) ขึ้นในปี 2015 และเข้ามาอุ้มนักพัฒนา Bitcoin Core คนสำคัญหลายคน หลังจาก Bitcoin Foundation ซึ่งเคยเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้นักพัฒนาเหล่านี้ประสบปัญหาการเงินจนแทบล่มสลาย

พูดง่าย ๆ คือ ในช่วงที่โค้ดของ Bitcoin เสี่ยงจะไม่มีใครจ่ายเงินให้คนดูแล องค์กรที่เข้ามาเติมช่องว่างคือหน่วยงานในสถาบันที่มีเงินของ Epstein ไหลเวียนอยู่ในระบบ ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า การที่เงินของ Epstein ไหลเข้า Media Lab ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนสั่งการทิศทางของนักพัฒนา Bitcoin และไม่มีหลักฐานว่านักพัฒนาคนใดรู้เห็นเรื่องนี้

สายที่สองคือ Blockstream บริษัทที่มีบทบาทสูงในการพัฒนา Bitcoin และเป็นหนึ่งในฝ่ายหลักของสงครามขนาดบล็อกยุค 2015 ถึง 2017 Epstein ถูกเชื่อมโยงกับหุ้นสัดส่วนเล็ก ๆ ใน Blockstream ช่วงแรก ผ่านกองทุนของ Joi Ito ฝั่ง Blockstream ชี้แจงว่าหุ้นส่วนนั้นถูกขายออกไปแล้วในเวลาต่อมา และไม่ได้ทำให้ Epstein มีอำนาจควบคุมบริษัท

ถ้าวางสามจุดนี้ไว้ข้างกัน คือ อีเมลปี 2014 ที่ขอให้เลิกหนุน XRP และ XLM เงินที่ไหลเข้าสถาบันที่อุ้มนักพัฒนา Bitcoin Core และหุ้นเล็ก ๆ ในบริษัทพัฒนา Bitcoin รายใหญ่ ภาพที่ได้ไม่ใช่หลักฐานการสมคบคิด แต่เป็นภาพของเครือข่ายคนรวยกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางของการตัดสินใจ ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคริปโตคืออะไร

เมื่อชื่อ Epstein กลายเป็นมีมบนชุมชนคริปโต

ปฏิกิริยาของชุมชนคริปโตบน X ก็เป็นไปตามสไตล์ คือเครียดครึ่งหนึ่ง ล้อเลียนอีกครึ่งหนึ่ง ช่วงเช้าราว 7 โมงของวันที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย Ⓜ️emorama.eth โพสต์ภาพหน้าจอบัญชีชื่อ “Jeffrey” ที่เพิ่งเปิดใหม่ในเดือน พ.ย. 2026 มีผู้ติดตาม 7 คน ไม่ติดตามใครเลย แบนเนอร์เป็นภาพใบหน้าคนดังเรียงกัน และโพสต์แรกเขียนสั้น ๆ ว่า “สวัสดี” พร้อมรูปการ์ตูนชายใส่แว่นดำนั่งบนเรือ เจ้าของโพสต์แซวว่านี่คือ “การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชุมชนคริปโต หรือไม่ก็เป็นคดีที่ FBI สืบง่ายที่สุด”

ภาพหน้าจอบัญชีล้อเลียนชื่อ Jeffrey บน X ที่เปิดใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2026
ภาพจาก: Ⓜ️emorama.eth 🐷🟪🧩🔜 (X)

ต้องบอกให้ชัดว่า บัญชีนี้เป็นบัญชีล้อเลียน Jeffrey Epstein เสียชีวิตในเรือนจำตั้งแต่ปี 2019 แต่การที่มีมแบบนี้เกิดขึ้นทันทีหลังข่าวอีเมลออกมา สะท้อนสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวมุก นั่นคือชุมชนคริปโตเริ่มรู้สึกว่า ชื่อของ Epstein ไม่ได้อยู่ไกลจากโลกของเราอย่างที่เคยคิด และเมื่ออารมณ์ขันกลายเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือข่าวร้าย ก็มีความเสี่ยงว่าคำถามจริงจังจะถูกกลบหายไปด้วย

สงครามศาสนาคริปโต ใครเป็นคนเขียนคัมภีร์

สงครามศาสนาคริปโต ใครเป็นคนเขียนคัมภีร์
ภาพจาก AI

นักเทรดไทยหลายคนมองการปะทะกันระหว่างสาย Bitcoin ล้วน กับกองทัพ XRP ว่าเป็นสงครามของรากหญ้า เป็นความเชื่อที่เกิดจากการเรียนรู้ของแต่ละคนเอง แต่ลองย้อนดูว่า วาทกรรม “มีแค่ Bitcoin ที่สำคัญ ที่เหลือคือเหรียญหลอก” มันแพร่กระจายผ่านใคร

คำตอบคือ ผ่านนักพัฒนาที่มีชื่อเสียง ผ่านบริษัทที่มีเงินทุนหนา ผ่านงานสัมมนาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และผ่านสื่อที่อ้างอิงคนกลุ่มนี้เป็นแหล่งข่าว คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากใคร แค่พวกเขามีเวที มีเงินเดือน และมีเครือข่ายที่หนุนหลังอยู่ เสียงของพวกเขาก็ดังกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ

ตรงนี้คือจุดที่ผมคิดว่าน่ากลัวกว่าการสมคบคิด เพราะมันไม่ต้องมีใครวางแผนเลย แค่เงินก้อนแรกไหลไปหาฝั่งไหน ฝั่งนั้นก็ได้เปรียบในการเล่าเรื่อง และเรื่องที่ถูกเล่าซ้ำมากพอ ก็กลายเป็น “ความจริง” ที่คนรุ่นถัดไปท่องตาม โดยไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นจากอีเมลไม่กี่ฉบับ

แน่นอนว่า Bitcoin มีข้อดีที่จับต้องได้จริง ทั้งการกระจายอำนาจ อุปทานที่จำกัด และความปลอดภัยของเครือข่ายที่ผ่านการทดสอบมานานที่สุด ข้อวิจารณ์ต่อ XRP เรื่องการถือครองเหรียญจำนวนมากโดยบริษัทเดียวก็มีน้ำหนักจริงเช่นกัน ประเด็นของผมจึงไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิด แต่คือ เราแยกออกไหมว่าความเชื่อไหนมาจากการวิเคราะห์ของเราเอง และความเชื่อไหนมาจากคนที่มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่

Dominance 60% กับคำถามว่า Altseason จะมาไหม

Dominance 60% กับคำถามว่า Altseason จะมาไหม
ภาพจาก AI

ข่าวนี้ชนกับคำถามที่วนเวียนในชุมชนคริปโตทุกวัน นั่นคือ “Altseason จะมาอีกไหม” ในวันที่ส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin (BTC Dominance) ยังค้างอยู่แถว 60% ไม่ยอมลง นักลงทุน Altcoin หลายคนรอมาเป็นปีแล้ว แต่เงินก้อนใหญ่ยังกองอยู่ที่ Bitcoin เป็นหลัก

คำอธิบายทั่วไปคือ เงินจากสถาบันผ่าน ETF ไหลเข้า Bitcoin ก่อน กองทุนและบริษัทจดทะเบียนสะสม Bitcoin เป็นทุนสำรอง ส่วน Altcoin มีโทเคนใหม่ออกมาแข่งกันจนเงินกระจายบาง ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ฟังขึ้น

แต่อีเมลปี 2014 ชวนให้ถามอีกชั้นหนึ่งว่า ทำไมสถาบันการเงินถึงมองว่า Bitcoin คือคริปโตตัวเดียวที่ “ปลอดภัย” พอจะใส่ในพอร์ต ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างมาตลอดสิบปี ว่า Bitcoin คือของจริง ที่เหลือคือของเล่น ถ้าภาพลักษณ์นั้นมีรากบางส่วนมาจากการล็อบบี้หลังม่าน การที่ Dominance ค้างอยู่ที่ 60% ก็อาจไม่ได้เป็นแค่ผลของกลไกตลาดล้วน ๆ

ผมไม่ได้บอกว่าถ้าไม่มีอีเมลฉบับนั้น Altseason จะมาแล้ว แต่ผมคิดว่าคนที่เชื่อสุดใจว่า “ตลาดตัดสินแล้ว” ควรรู้ไว้ว่า ตลาดไม่เคยเป็นสนามที่เรียบเสมอกัน ตั้งแต่วันแรก

ทำไมกองทัพ XRP ในไทยรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม

ทำไมกองทัพ XRP ในไทยรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม
ภาพจาก AI

ชุมชน XRP ในไทยเป็นหนึ่งในชุมชน Altcoin ที่ใหญ่และเหนียวแน่นที่สุด หลายคนถือมาตั้งแต่รอบปี 2017 ผ่านทั้งคดีของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ที่ลากยาวหลายปี ผ่านการโดนถอดออกจากกระดานเทรดหลายแห่ง และผ่านการโดนล้อว่าเป็น “เหรียญธนาคาร” ที่ไม่มีวันไปไหน

สำหรับคนกลุ่มนี้ อีเมลปี 2014 คือสิ่งที่พวกเขารู้สึกมาตลอดแต่ไม่มีหลักฐาน ว่าการต่อต้าน XRP ไม่ได้มาจากเหตุผลทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีมือที่มองไม่เห็นคอยกดอยู่ตั้งแต่ต้น ความรู้สึกว่า “เห็นไหม เราพูดถูก” จึงแรงเป็นพิเศษ และจะยิ่งแรงขึ้นเมื่อคนที่ปล่อยเอกสารคือ David Schwartz ซึ่งเป็นบุคคลที่ชุมชนนี้นับถือ

แต่ความรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมก็มีกับดักของมัน ถ้าทุกคำวิจารณ์ต่อ XRP ถูกมองว่าเป็นผลงานของ “เครือข่าย Epstein” ไปหมด ชุมชนก็จะปิดหูต่อข้อวิจารณ์ที่มีเหตุผลจริง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่สาย Bitcoin ล้วนปิดหูต่อทุกอย่างที่ไม่ใช่ Bitcoin มาตลอดสิบปี


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ชัยชนะของฝั่ง XRP และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝั่ง Bitcoin มันคือการเตือนทุกฝั่งว่า โลกคริปโตที่เราชอบเรียกว่า “กระจายอำนาจ” นั้น ช่วงที่เปราะบางที่สุดถูกหล่อเลี้ยงด้วยเงินของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยเลือก และบางคนในนั้นคือคนที่ผมไม่อยากให้มีชื่ออยู่ใกล้เงินของผมเลย

ผมไม่เชื่อว่ามีห้องลับที่ไหนสั่งให้ทั้งโลกเกลียด Altcoin แต่ผมเชื่อว่าเงินก้อนแรกมีพลังมากกว่าที่เราคิด มันเลือกได้ว่าใครจะมีเวที ใครจะมีนักพัฒนา และใครจะได้เป็นคนเขียนนิยามว่า “คริปโตของแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร

คำพูดของ Schwartz ที่ว่านี่ “อาจเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ผมคิดว่าควรฟังอย่างระวัง เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนกลาง เขาคือคนที่อยู่กับ Ripple มายาวนาน และมีเหตุผลที่จะอยากให้คนเชื่อว่า XRP ถูกกลั่นแกล้ง สิ่งที่ผมอยากเห็นต่อจากนี้คือเอกสารฉบับเต็ม บริบทที่ครบถ้วน และคำชี้แจงจากคนที่ถูกพาดพิง ไม่ใช่แค่ภาพหน้าจอที่ถูกส่งต่อกันในกลุ่ม

สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนของผมมีข้อเดียว เลิกถือเหรียญเหมือนถือศาสนา ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหน ให้ถามเสมอว่าความเชื่อที่คุณท่องอยู่ทุกวันนั้น ใครเป็นคนพูดก่อน และเขาได้อะไรจากการที่คุณเชื่อ ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ ก็อาจถึงเวลากลับไปทำการบ้านใหม่ ก่อนจะไปเถียงกับใครในคอมเมนต์อีกรอบ

ภาพจาก AI