สรุปข่าว
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ร่วงหนักหลังแรงเทขายหุ้นเทคและ AI ทั่วโลก โดย Nikkei 225 ปิดลบราว 6.0% และ KOSPI ปิดลบ 6.02%
- ไต้หวันเป็นตลาดที่แพงที่สุดในโลกตามค่า CAPE ที่ 46.7 เท่า ในเดือนกันยายน ก่อนเกิดแรงเทขายครั้งนี้
- ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดทำการช่วงสุดสัปดาห์ ต้องจับตาการเปิดตลาดรอบหน้าว่าแรงเทขายจะต่อเนื่องหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
แรงเทขายหุ้นเทคในเอเชียเป็นเรื่องของตลาดหุ้นเป็นหลัก ขณะที่ราคา Bitcoin และ Ethereum ในช่วงเวลาล่าสุดยังนิ่งอยู่ จึงยังไม่เห็นผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดยตรงในตอนนี้
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันเข้าสู่ภาวะตลาดขาลงหลังแรงเทขายหุ้นเทคและ AI ทั่วโลก ตามรายงานจาก Coin Bureau ที่โพสต์ตั้งคำถามเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่าหุ้นทั่วโลกที่ร่วงลงมานั้นถูกลงพอแล้วหรือยัง โดยแรงเทขายหลักเกิดขึ้นในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ย. ฝั่งสหรัฐฯ และวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. ฝั่งเอเชีย ขณะนี้ตลาดหุ้นหลักทั่วโลกปิดทำการช่วงสุดสัปดาห์

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเอเชีย
ก่อนที่ตลาดเอเชียจะเปิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงไปก่อนแล้ว โดย Nasdaq ลดลง 5.5% ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่วน S&P 500 ลง 4.4% และดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของฟิลาเดลเฟียร่วงกว่า 12% ตามข้อมูลที่ตรวจสอบจากสื่อการเงินหลายแห่ง
ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. ตลาดเอเชียรับแรงกระแทกต่อ ญี่ปุ่น Nikkei 225 ลดลงราว 6.0% และต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนมิถุนายน 2026 เกิน 20% เข้าเกณฑ์ตลาดขาลงทางเทคนิค ส่วนไต้หวัน ดัชนี TAIEX ร่วงหนักสุดเกือบ 9% ระหว่างวันก่อนปิดลบ 4.51% ที่ 39,701.64 จุด ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อ 6 ต.ค. ราว 20% ขึ้นไป หุ้น TSMC แตะขีดจำกัดราคาลดลง 10% ตอนเปิดตลาดก่อนปิดลบ 4.69%
ด้านเกาหลีใต้ KOSPI ร่วงหนักสุด 8.8% ระหว่างวัน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องสั่งหยุดซื้อขาย 20 นาทีตามระบบ Circuit Breaker ก่อนปิดลบ 6.02% ที่ 5,059.69 จุด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพบว่า KOSPI อยู่ในภาวะตลาดขาลงมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนมิถุนายนราว 45-47%
ไต้หวันแพงที่สุดในโลกก่อนร่วง
ข้อมูลที่ Coin Bureau นำเสนอจาก Siblis Research ระบุว่า ไต้หวันเป็นตลาดหุ้นที่แพงที่สุดในโลกตามค่า CAPE (ราคาเทียบกำไรเฉลี่ย 10 ปีที่ปรับเงินเฟ้อแล้ว) ที่ 46.7 เท่า เพิ่มขึ้น 19.1 จุดภายใน 1 ปี แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ 35.9 เท่า ญี่ปุ่น 35.4 เท่า และเกาหลีใต้ 31.8 เท่า
ข้อมูลชุดเดียวกันมีข้อสังเกตด้วยว่า ค่า CAPE สูงในอดีตมักสัมพันธ์กับผลตอบแทนระยะยาวที่ต่ำลง ไม่ได้แปลว่าตลาดจะต้องพังทันที ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดแรงเทขายรอบนี้
ปัจจัยกดดันและการเข้าพยุง
จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ตัวกระตุ้นสำคัญคือผลเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตชนะทั้งสองสภา ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล AI ที่อาจเข้มงวดขึ้น และอาจชะลอการลงทุนของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ เมื่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันเป็นฐานผลิตชิปและอุปกรณ์สำคัญของโลก ดัชนีหุ้นของทั้งสามประเทศจึงไวต่อความรู้สึกของนักลงทุนต่อทิศทางความต้องการ AI เป็นพิเศษ
ฝั่งไต้หวัน มีรายงานว่ากระทรวงการคลังติดต่อผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก เพื่อสนับสนุนการพยุงตลาด ซึ่งช่วยให้ TAIEX ฟื้นจากที่ลบเกือบ 9% ระหว่างวันมาปิดลบ 4.51% ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain เคยรายงานว่า Arthur Hayes ชี้รัฐเริ่มอุ้มหุ้น AI แล้ว หลังไต้หวันคุมการ Short และเตรียมกองทุนพยุงหุ้น และ ผู้คนบน Polymarket แห่งแทงว่าฟองสบู่ AI จะแตกพุ่งเป็น 27% หลังหุ้นเทคร่วงหนัก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า คำถามที่ว่า “ถูกแล้วหรือยัง” ยังตอบยากครับ เพราะแม้ราคาจะร่วงแรง แต่ไต้หวันเพิ่งแพงที่สุดในโลกมาไม่กี่สัปดาห์ก่อน การร่วงรอบนี้จึงอาจเป็นแค่การปรับฐานจากจุดที่ร้อนแรงเกินไป ไม่ใช่ราคาที่ถูกจริง ๆ ประเด็นที่น่าจับตาคือการเปิดตลาดวันจันทร์ว่ามีแรงเทขายต่อหรือเริ่มมีแรงซื้อกลับ และมาตรการพยุงตลาดของไต้หวันจะช่วยได้นานแค่ไหน ส่วนตลาดคริปโตตอนนี้ยังนิ่งอยู่ แต่ถ้าหุ้นเทคยังถูกเทขายต่อ ก็ควรติดตามว่าจะส่งผลต่อความเสี่ยงโดยรวมของตลาดอย่างไร
ที่มา: Coin Bureau
ภาพจาก AI
