<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Linda Raschke เทรดเดอร์หญิงที่เก่งสุดในโลก เผยกลยุทธ์รวยหมื่นล้านด้วย“วินัย” ไม่ใช่แค่อ่านกราฟ

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

หากจะพูดถึงตำนาน นักเทรดที่มีสไตล์การเทรดพริ้วไหวและแม่นยำราวกับกำลังเล่นดนตรี ชื่อของ Linda Raschke ต้องติดอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ ชีวิตการเทรดของเธอมีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ความหลงใหลในตัวเลขที่พาเธอไปสู่ความสำเร็จสูงสุด ไปจนถึงช่วงเวลาที่พอร์ตพังพินาศจนต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เธอ กลายเป็น “ตัวจริง” คือ ความสามารถในการฟื้นตัว และสายตาที่เฉียบคมในการอ่าน “แพทเทิร์น” ของตลาด 

Linda Raschke ไม่ได้มองกราฟเป็นแค่ตัวเลข แต่เธอมองเห็นจังหวะและท่วงทำนองที่ซ่อนอยู่ จนสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ

วันนี้ทาง Siamblockchain จะพาเพื่อน ๆ ไปถอดแนวคิดและเคล็ดลับของหญิงคนนี้กัน

จุดเริ่มต้นของ Linda Raschke เปรียบเสมือนการฝึกปรือวิชามาตั้งแต่เด็ก เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนักเทรด แม้ท่านจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก แต่เขาก็ให้ Linda ช่วยสแกนกราฟหุ้นนับร้อยตัว เพื่อหาแพทเทิร์น จนกลายเป็นว่าเธอหลงรัก “พฤติกรรมราคา” เข้าเส้นเลือดตั้งแต่ยังไม่โต 

พอเข้ามหาวิทยาลัย ความหลงใหลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อได้ลองบริหารกองทุนจริงๆ จนเธอรู้ตัวทันทีว่า “ตลาดเงิน” คือที่ของเธอ หลังเรียนจบ แม้ Linda Raschke จะถูกปฏิเสธงานจากโบรกเกอร์นับสิบแห่ง แต่เธอก็ไม่ท้อ เธอสู้ด้วยการไปยืนเฝ้าดูการเทรดที่ตลาดหลักทรัพย์ทุกเช้าก่อนเข้างานประจำ จนความตั้งใจไปเตะตานักเทรด Options คนหนึ่งเข้า เขาจึงมอบทุนก้อนแรกให้เธอถึง $25,000 พร้อมดีลแบ่งกำไรกันคนละครึ่ง และนั่นคือ ก้าวแรกที่ส่งให้เธอกลายเป็นตำนานนักเทรดสาวที่โลกต้องจารึก

ในช่วงต้นยุค 80 ขณะที่อาชีพนักเทรดกำลังรุ่งโรจน์ Linda Raschke ต้องเผชิญกับบททดสอบที่เกือบทำลายชีวิตเธอ เมื่อเธอคาดการณ์พลาดอย่างรุนแรงในการเทรดออปชันหุ้น Cities Service ที่มีข่าวการเข้าซื้อกิจการ (Takeover) จนทำให้เงินทุนหายวับไปกับตา แถมยังทิ้งหนี้สินไว้ให้เธอถึง $30,000 ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลในยุคนั้น

แต่แทนที่เธอจะยอมแพ้ และหันหลังให้ตลาด Linda Raschke กลับเลือกที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ด้วยประโยคที่ว่า “ยังมีคนที่พังหนักกว่าฉันแต่ยังกลับมาได้” เธอจึงมุ่งมั่นหาผู้สนับสนุนรายใหม่เพื่อกลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยพกบทเรียนที่มีค่าที่สุดติดตัวมาด้วยว่า “ความสามารถในการอยู่รอด และการรักษาภาวะจิตใจให้แกร่ง” คือ หัวใจสำคัญที่อยู่เหนือชัยชนะหรือกำไรชั่วคราว

เมื่อปี 1986 เกิดเหตุการณ์พลิกผันที่เปลี่ยนชีวิตของ Linda Raschke ไปตลอดกาล เมื่อเธอประสบอุบัติเหตุตกม้าจนร่างกายบาดเจ็บหนัก และไม่สามารถลงไปทำงานเป็นเทรดเดอร์ที่ต้องยืนเบียดเสียดทั้งวันเหมือนคนอื่น ๆ ได้อีกต่อไป 

Linda Raschke  จึงถูกบังคับให้ต้องย้ายมานั่งเทรดจากออฟฟิศเงียบ ๆ แทน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เพราะปีแรกที่เธอเปลี่ยนมาเทรดที่โต๊ะทำงาน กลายเป็นปีที่เธอทำกำไรได้สูงที่สุดในชีวิต

สาเหตุเป็นเพราะ  Linda Raschke  ได้หลุดพ้นจากเสียงตะโกนและอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในตลาด แล้วหันมาใช้เครื่องมืออย่าง หน้าจอเช็กราคา และตัวชี้วัดทางเทคนิค (Indicator) ได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สงบ ซึ่งช่วยให้เธอวิเคราะห์ตลาดได้ลึกซึ้ง และแม่นยำกว่าเดิมหลายเท่า

สไตล์การเทรดของ Linda Raschke คือนักเทรดเดอร์สายระยะสั้น  ที่เน้นถือครองหุ้นหรือฟิวเจอร์สเพียง 2-10 วัน โดยจังหวะที่เธอชอบที่สุดคือการเก็บกำไรใน 2-3 วันแรก 

Linda Raschke  มักจะให้ความสำคัญกับ “จุดเข้าซื้อ” เป็นอันดับหนึ่ง เพราะเชื่อว่า จุดเข้าที่ได้เปรียบ จะช่วย “ซื้อเวลา” ให้เธอตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และเธอยังเป็นเจ้าแม่สายสวนตลาด ที่ชอบหาจังหวะในตอนที่ตลาดเหวี่ยงตัวแรงเกินไปจนเหมือนหนังยางที่ถูกดึงจนตึง ที่พร้อมจะเด้งกลับได้ทุกเมื่อ

 Linda Raschke  จะใช้เครื่องมือวัดความร้อนแรงของตลาดอย่าง NYSE Tick หรือ TRIN มาช่วย “อ่านความรู้สึก” ของมวลชน มากกว่าจะพึ่งพาสูตรคำนวณตายตัว

ในวิกฤตการณ์ Black Monday ปี 1987 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นพังทลายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ Linda Raschke ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าที่มาพร้อมกับความเข้าใจในจิตวิทยา

 ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกและเทขายทุกอย่างทิ้ง เธอกลับเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามด้วยการค่อย ๆ เข้าไปช้อนซื้อ S&P Futures แม้ในช่วงแรกการตัดสินใจนี้จะทำให้พอร์ตของเธอติดลบหนักเป็นแสนดอลลาร์จนน่าใจหาย แต่เธอก็ยังนิ่งพอที่จะถือรอ เพราะเธอเข้าใจดีว่า “ความกลัวที่ถึงขีดสุด มักจะจบลงด้วยแรงซื้อคืนที่รุนแรงเสมอ” และเมื่อตลาดเกิดการดีดตัวกลับ  ตามที่เธอคาดการณ์ไว้ จากตัวเลขติดลบมหาศาลก็พลิกกลับมากลายเป็นกำไรก้อนใหญ่ทันที

Linda Raschke เป็นตำนานที่ไม่เคยอายที่จะยอมรับว่า ตัวเอง “พลาดมาเยอะ”  ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอเหนือกว่าคนอื่นคือ การเปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นบทเรียนที่มีค่า เธอสรุปปัญหาหลักๆ ที่นักเทรดมักเจอ เช่น การใจร้อน “เข้าเทรดเร็วเกินไป” ซึ่งเธอแก้ด้วยการฝึกรอให้ใจนิ่งจนกว่าจังหวะที่ใช่จะปรากฏจริงๆ หรือการ “มองข้ามออเดอร์เล็กๆ” ที่ปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นตัวดูดเงินทุนมหาศาล 

รวมถึงการ “เทรดบ่อยเกินไป” จนสมาธิแตกกระเจิง ซึ่งทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้เธอมีคติประจำใจสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “ถ้าพลาดต้องรู้ตัวให้เร็ว กล้าตัดใจ แก้ให้ไว และคุมความเสียให้น้อยที่สุด” เพื่อรักษาโอกาสในการกลับมาแก้ตัวในวันถัดไป

สำหรับ Linda Raschke การเทรดไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเฉยๆ แต่คือ การดู “ท่วงทำนองของตลาด” เธอฝึกเปียโนอย่างหนักวันละหลายชั่วโมงมาตั้งแต่เด็ก จนสมองถูกฝึกให้จดจำและแยกแยะโครงสร้างของตัวโน้ตได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเธอได้นำทักษะนี้มาประยุกต์ใช้กับการอ่านกราฟได้อย่างน่าทึ่ง

Linda Raschke มองว่า ช่วงที่ตลาดนิ่งสงบหรือสะสมพลัง (Consolidation) ก็เหมือนกับจังหวะดนตรีที่เงียบเบาเพื่อรอการโหมโรง และเมื่อเกิดการเบรคเอาท์ (Breakout) ก็เปรียบได้กับช่วงที่ดนตรีระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง 

ที่สำคัญที่สุดคือ เธอเข้าใจความจริงที่ว่า “ไม่มีบทเพลงใดที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ” เช่นเดียวกับการเทรดที่ไม่มีครั้งไหนจะเพอร์เฟกต์ 100% การยอมรับในความไม่สมบูรณ์นี้เอง ที่ทำให้เธอนิ่งพอที่จะรับมือกับทุกจังหวะของตลาดได้

Linda Raschke ยังให้คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นนักเทรดว่า ให้เน้นไปที่พื้นฐานที่มั่นคง โดยเน้นย้ำว่า คุณต้อง “เอาจริงเอาจัง” กับมันเหมือนเป็นอาชีพหลัก ไม่ใช่แค่การเสี่ยงโชค โดยควรเริ่มต้นจากการโฟกัสที่ “ตลาดเดียวก่อน” จนเชี่ยวชาญ แทนที่จะจับปลาหลายมือ และแบบฝึกหัดที่เธอแนะนำคือ การลอง “จดราคาทุก ๆ 5 นาที” ติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ประสาทสัมผัสของคุณเริ่ม “รู้สึก” ถึงลมหายใจและจังหวะการขยับของราคาจริง ๆ 

นอกจากนี้เธอยังเตือนว่า อย่าพึ่งพาคนอื่นเด็ดขาด เพราะถ้าคุณยังต้องเที่ยวถามคนอื่นว่า ควรซื้อหรือขายตอนไหน นั่นแสดงว่า คุณยังไม่พร้อมจะลงสนาม และสุดท้ายคือต้อง “ยอมรับความผิดพลาดให้เป็น” พร้อมแก้ไขให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดในตลาดได้ระยะยาว

บทสรุปของ Linda Raschke คือ เครื่องพิสูจน์ว่าการเป็นนักเทรดระดับตำนานไม่ได้อาศัยโชคช่วยแม้แต่นิดเดียว แต่เกิดจากรากฐานที่แข็งแกร่ง 4 อย่าง คือ การฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน จนเกิดความชำนาญ การอ่านแพทเทิร์นราคา ให้ทะลุปรุโปร่งเหมือนการอ่านโน้ตดนตรี ระเบียบวินัย ที่เคร่งครัดในการทำตามแผน และ สภาวะจิตใจที่นิ่งสงบ ไม่หวั่นไหวแม้ต้องเผชิญกับพายุความผันผวนของตลาด 

ที่มา : wallstreettrader