Hyperliquid แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (DEX) ปัจจุบันยังคงครองแชมป์ตำแหน่งหัวแถวของวงการแม้ตลาดจะเริ่มซบเซา
ย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมาหลายแพลตฟอร์ม Perp DEX ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่เช่น Aster หรือ Lighter ได้พยายามอย่างหนักในการแย่งฐานผู้ใช้มาจาก Hyperliquid โดยถึงแม้ในระยะสั้นจะสามารถทำได้ แต่ข้อมูลได้พิสูจน์แล้วว่าใครยังคงครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน
ตลอดช่วง 7 วันมานี้ Hyperliquid ได้มีวอลุ่มธุรกรรมในตลาดฟิวเจอร์สูงถึง $4 หมื่นล้าน แซงหน้า Aster ที่มีวอลุ่ม $3.1 หมื่นล้าน และ Lighter ที่ $2.5 หมื่นล้าน ตามข้อมูลจาก CryptoRank และ DefiLlama

ช่องว่างของความต่างชั้น ยิ่งเห็นชัดขึ้นในส่วนของสัญญาคงค้าง (Open Interest) ซึ่งนักเทรดส่วนใหญ่เลือกที่จะเปิดโพสิชันค้างเอาไว้กับ Hyperliquid เป็นจำนวนสูงถึง $9.5 พันล้าน ไม่โยกย้ายไปไหน ในขณะที่มูลค่าสัญญา OI ของ Perp DEXs ชั้นนำอื่นๆรวมกันทั้งหมดกลับมีขนาดเพียง $7.34 พันล้านเท่านั้น
จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนเลยว่า Hyperliquid ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักที่นักเทรดเลือกใช้ไม่เหมือนกับแพลตฟอร์มอื่นที่จำนวนผู้ใช้ลดลงอย่างหนักหลังจากที่ “โปรแกรมแจกรางวัลและปันผลสิ้นสุดหรือลดลง”
ก่อนหน้านี้ Stephan Lutz ซีอีโอปัจจุบันของ BitMEX เคยกล่าวในงาน Token2049 ว่ามี perp DEXs จำนวนมากที่ดึงดูดนักลงทุนด้วยโมเดลธุรกิจแบบจ่ายปันผลเป็นโทเคนหนักๆ ซึ่งไม่ยั่งยืนหากรางวัลเริ่มไม่น่าตื่นตา
เขามองว่าการให้โทเคนไม่ต่างอะไรกับการจ่ายค่าโฆษณาที่จะช่วยกระตุ้นยอดในระยะสั้นแต่ไม่ได้ผลในระยะยาว เห็นได้จาก Lighter ที่เริ่มชะลอตัวอย่างหนักหลังการแจกแอร์ดรอป
อย่างไรก็ตามการที่ Hyperliquid จะสามารถครองแชมป์ในวงการ perp DEX ไม่ได้หมายความว่าโทเคนของพวกเขาอย่าง HYPE จะแข็งแกร่งตามกัน ซึ่งในระยะหลังโทเคนของพวกเขากลับถูกกดดันอย่างหนักในแง่ของคุณค่าระยะยาว
สำหรับตอนนี้ ตลาดดูเหมือนจะแยกแยะระหว่าง ประโยชน์ในการใช้งานของแพลตฟอร์ม ออกจากการถือครองตัวเหรียญได้อย่างชัดเจน Hyperliquid กำลังชนะในการแข่งขันด้านปริมาณการซื้อขาย และการใช้เลเวอเรจ แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ แพลตฟอร์มจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบนั้นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับผู้ถือเหรียญได้หรือไม่
ที่มา : Coindesk

