ทำเนียบขาวเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาครั้งสำคัญในวันจันทร์นี้ โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงจากทั้งฝั่งธนาคารยักษ์ใหญ่ และบริษัทคริปโต มาล้อมวงหาทางออกให้กับร่างกฎหมายคริปโต Clarity Act ที่ยังค้างคาอยู่ เนื่องจากสองอุตสาหกรรมนี้ ขัดแย้งกันมานานจนกฎหมายไม่คืบหน้า
ประเด็นหลักที่จะคุยกันคือ เรื่อง “ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน” ที่บริษัทคริปโตจะจ่ายให้กับคนถือ Stablecoin ที่ Peg กับเงินดอลลาร์ว่า สามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอาจริงกับการผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโตโลกตามที่เคยหาเสียงไว้ โดยพยายามดึงทุกฝ่ายมาประนีประนอม เพื่อสร้างกฎหมายที่ยั่งยืนและใช้งานได้จริง
ทางฝั่งสมาคมคริปโตยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างออกมาขานรับ และแสดงความตื่นเต้นกับการประชุมครั้งนี้อย่างมาก โดย Summer Mersinger ซีอีโอของ Blockchain Association ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทระดับโลกอย่าง Coinbase, Ripple และ Kraken ยืนยันว่า พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้สภาคองเกรสสามารถเปิดตัวกฎหมายที่ยั่งยืนออกมาได้เสียที เพื่อรักษาตำแหน่งให้สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางคริปโตของโลกต่อไป
เช่นเดียวกับ Cody Carbone ซีอีโอของ The Digital Chamber ที่ออกมากล่าวชื่นชมทำเนียบขาวที่สามารถดึงทั้งฝั่งธนาคาร และคริปโตมานั่งโต๊ะเจรจาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ในการยุติความขัดแย้งและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล
ร่างกฎหมาย Clarity Act เปรียบเสมือน “คัมภีร์จัดระเบียบคริปโต” ของสหรัฐฯ ที่แม้สภาผู้แทนราษฎร จะยอมไฟเขียวให้ผ่านฉลุยไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว แต่พอมาถึงมือวุฒิสภากลับต้องหยุดชะงักลงกะทันหัน เพราะเกิดความเห็นต่างอย่างรุนแรงในเรื่อง “การจ่ายดอกเบี้ยของ Stablecoin” ว่า ควรจะอนุญาตให้ทำได้หรือไม่
นอกจากนี้ แม้แต่ในพรรครีพับลิกันเอง ก็ยังมีความเห็นไม่ลงรอยกันในรายละเอียดปลีกย่อย จนทำให้แกนนำกังวลว่าหากฝืนเปิดโหวตตอนนี้คะแนนเสียงอาจจะไม่พอ
ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ อุตสาหกรรมคริปโตรอคอยมาหลายปี เพื่อใช้เป็นกติกากลางในการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่ยังคงค้างเติ่งและรอการประนีประนอมจากการประชุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้น
ความขัดแย้งระหว่าง ธนาคาร และ คริปโต ในศึกชิงเงินฝากกำลังดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โดยฝั่งคริปโตมองว่า การจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน (Yield) คือ อาวุธหลักในการทำธุรกิจ หากถูกห้ามจะถือว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแข่งขัน แต่ฝั่งธนาคารกลับกังวลว่า หากปล่อยให้ทำได้ เงินฝากมหาศาลจะไหลออกจากระบบธนาคารเข้าสู่โลกดิจิทัลแทน
Standard Chartered คาดการณ์ว่า อาจมีเงินลงทุนไหลออกสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028 เลยทีเดียว แม้กฎหมายเดิมจะห้ามผู้ออกเหรียญจ่ายดอกเบี้ยโดยตรงไปแล้ว แต่ธนาคารยังมองว่า มี “ช่องโหว่” ที่ยอมให้บุคคลที่สามอย่างเว็บเทรด (Exchanges) เป็นคนจ่ายผลตอบแทนแทนได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างคู่แข่งใหม่ ให้มาแย่งเงินฝากก้อนเดิมจากธนาคารนั่นเอง
ที่มา : reuters

