Gary Bode ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับอาวุโส ล่าสุดได้เปิดเผยว่าการเทขายและความผันผวนที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอทางโครงสร้าง แต่มาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
เป็นเวลาเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ราคา Bitcoin ได้ร่วงลงมาจากราคาสูงสุดแล้วเกือบ 50% ส่งผลทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความมั่นคงในตัวของ Bitcoin แม้จะมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาแล้ว แต่ตัวของ Gary Bode ยังมองไม่เห็นว่าเหตุการณ์ในตอนนี้จะเป็นวิกฤต
Bode ยอมรับว่าราคาในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยน่าประทับใจนักก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ที่ราคาร่วงลงมา 80%-90% กันเป็นเรื่องปกติ และใครที่อดทนรับความผันผวนได้ก็จะได้รับรางวัลอย่างงามในระยะยาว
เขาอธิบายว่าความกังวลในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากความกังวลต่อ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ที่จะขึ้นมาแทนที่ Jerome Powell ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่า Warsh นั้นเป็นสายแข็งกร้าว และอาจไม่ทำการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลเสียต่อสินทรัพย์เสี่ยงทำให้ตลาดต้องเร่งปรับความเสี่ยงกระทันหัน เกิดเป็นการล้างพอร์ตจำนวนมากในเวลาอันสั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจไม่น่ากังวลขนาดนั้น
นอกเหนือจากนี้ นักลงทุนยังเริ่มหวาดกลัวการบังคับขายของ Strategy ที่มีการถือ Bitcoin อยู่เป็นจำนวนมาก แม้ความเสี่ยงจะเป็นของจริง แต่ Bode มองว่าไม่ร้ายแรงและยังคงยืนกรานพร้อมเน้นย้ำว่า ความรู้สึกของนักลงทุนต่างหากที่เป็นตัวเร่งให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปจริงๆ
ขณะเดียวกัน Bode ยังรับทราบดีว่าในระยะหลังได้มีการเทขาย Bitcoin จำนวนมากจากเจ้ามือยุคโบราณแบบผิดปกติ ซึ่งเขามองว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นเพียงแค่การทำกำไรในช่วงเวลาที่เหมาะสม มากกว่าการเป็นจุดอ่อนในระยะยาว อีกทั้งการเทขายยังไม่ได้เป็นการกำหนดอนาคตของ Bitcoin เสมอไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือการแพร่ระบาดของ “Bitcoin กระดาษ” หรือก็คือเครื่องมือทางการเงินเช่น ETF ที่ไม่จำเป็นต้องให้นักลงทุนเข้าไปถือสินทรัพย์โดยตรง แต่ Bode ระบุว่าสุดท้ายแล้ว Bitcoin ก็ยังคงมี 21 ล้าน BTC เหมือนเดิม ต่อให้ราคาจะถูกกดลงในช่วงต้น ซึ่งเมื่อความต้องการในของแท้มากขึ้นราคาจะพุ่งทะยานอย่างรุนแรงเหมือนกับแร่เงิน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายอื่นยังคงโจมตีถึงอนาคตที่ไม่มั่นคงของ Bitcoin ทั้งในเรื่องของพลังงาน และการเป็นที่กักเก็บมูลค่าเหมือนกับทองคำ
ในด้านการขุดมีทฤษฏีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อเหมืองขุด Bitcoin ส่งผลทำให้แฮชเรทลดลงและทำให้ราคา Bitcoin ร่วงอย่างหนักและไม่ปลอดภัย แต่ Bode มองว่าทฤษฏีนี้กล่าวเกินจริง ส่วนคนที่เชื่อว่า Bitcoin ไม่สามารถเก็บมูลค่าได้เพราะผันผวนหนักอาจต้องกลับไปทบทวนใหม่
Bode อธิบายปิดท้ายว่าทุกสินทรัพย์มีการแบกรับความเสี่ยง ทองคำเองก็ต้องการทรัพยากรเพื่อใช้ในการเก็บรักษา เงินเฟียตถูกโอบด้วยหนี้ของรัฐฯ สุดท้ายแล้ว Bitcoin ก็ยังคงเป็น Bitcoin ที่มี 21 ล้าน BTC เป็นสินทรัพย์ที่มีจำกัดแม้จะถูก Bitcoin กระดาษเข้ามาปั่นป่วนในระยะสั้น
ที่มา : Coindesk

