สรุปข่าว
- ขุนคลังสหรัฐฯ ออกโรงชี้ว่า Coinbase คือต้นตอที่ทำให้ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทฯ CLARITY Act สะดุดในวุฒิสภา
- ซีอีโอ Coinbase คัดค้านบทบัญญัติที่จำกัดผลตอบแทน Stablecoin และหวั่น SEC จะได้อำนาจเกินควร ถึงขั้นประกาศว่า “เรายอมไม่มีกฎหมายยังดีกว่ามีกฎหมายแย่ๆ”
- ความขัดแย้งนี้ทำให้กรอบกำกับดูแลคริปโทฯ ของสหรัฐฯ ต้องค้างเติ่ง ขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังเดินหน้าไปไกลแล้ว
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
สกอตต์ เบสเซนต์ ขุนคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า Coinbase คือตัวการที่ทำให้ร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งออกแบบมาเพื่อแบ่งอำนาจกำกับคริปโทฯ ระหว่าง SEC และ CFTC ให้ชัดเจน ต้องสะดุดอยู่ในวุฒิสภา เหตุเพราะไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอ Coinbase คัดค้านบทบัญญัติที่ห้ามให้ผลตอบแทนจาก Stablecoin
ความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการสร้างกรอบกฎหมายคริปโทฯ ให้มีความชัดเจนกำลังสะดุดลง เพราะแรงต้านจากคนในวงการเอง โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ออกมาชี้นิ้วว่า Coinbase คือตัวแปรสำคัญที่ขัดขวาง “CLARITY Act” และทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางการเจรจาเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
CLARITY Act คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ ?
ร่างกฎหมาย CLARITY Act ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของวงการคริปโทฯ สหรัฐฯ นั่นคือความเหลื่อมล้ำทางอำนาจระหว่าง 2 หน่วยงานกำกับดูแลหลักอย่าง ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ที่วนเวียนแย่งเขตอำนาจกันมานานหลายปี
สาระสำคัญคือ การแบ่งเขตอำนาจอย่างชัดเจน โดยให้ CFTC ดูแลตลาด Spot ของสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ส่วน SEC ยังคงกำกับโทเคนที่มีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังต่อยอดจากกฎหมาย GENIUS Act ของปีก่อน ด้วยการวางมาตรฐาน Stablecoin, การเก็บรักษาสินทรัพย์ (Custody) และภาระหน้าที่สำหรับตัวกลางในตลาด
ทำไม Coinbase ถึงถอนการสนับสนุน ?
ดราม่าเริ่มขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อ Coinbase ประกาศถอนการสนับสนุนร่างกฎหมาย Genius Act ฉบับวุฒิสภา ทำให้กำหนดการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต้องเลื่อนออกไปทันที
ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของ Coinbase ชี้แจงว่าปัญหาหลักคือบทบัญญัติที่ตีกรอบการจ่าย “ผลตอบแทน Stablecoin” ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้บริษัท พร้อมกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเปิดช่องให้ SEC ขยายอำนาจครอบงำตลาดคริปโทฯ มากกว่าที่ควรจะเป็น
ซีอีโอของ Coinbase กล่าวว่า “เรายอมไม่มีกฎหมายไปเลยยังดีกว่าต้องทนกับกฎหมายแย่ๆ”
ในฝั่งตรงกันข้าม กลุ่มธนาคารดั้งเดิมก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉย พวกเขาเตือนว่าถ้า Stablecoin สามารถจ่ายผลตอบแทนได้อย่างอิสระ เงินฝากจะไหลออกจากธนาคารไปสู่กระเป๋าตังคริปโทฯ โดยตรง ทำให้เรื่องนี้ยิ่งหาข้อสรุปได้ยากขึ้นไปอีก
แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่ฝ่ายนิติบัญญัติและกลุ่มอุตสาหกรรมยังคงหาทางประสานรอยร้าวอยู่เบื้องหลัง สัญญาณจากฝั่งสถาบันการเงินโดยรอบก็ยังน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Citibank ที่เริ่มขยับเตรียมให้สินเชื่อโดยใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน และ BlackRock ที่เตรียมเปิดตัว Bitcoin Income Fund
เหตุการณ์เหล่านี้ ต่างสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ากฎหมาย Clarity Act จะออกมาในรูปแบบใด ผู้เล่นรายใหญ่ก็จะยังคงเดินหน้าเข้าสู่วงการคริปโทฯ อยู่ดี
มุมมองของผู้เขียน: Coinbase กำลังใช้ไม้แข็งในสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นสิทธิ์ของตัวเอง แต่การดึงมือออกในจังหวะนี้อาจสร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางร่างกฎหมายคริปโทฯ ท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนตาดำๆ อย่างพวกเราคงทำได้แค่เพียงขอให้ทั้ง 2 ฝั่งรีบตกลงกันได้ในเร็ววัน
ที่มา:thestreet

