<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สหรัฐฯ เอาจริง ไม่ขาย Bitcoin แล้ว! แถมเล็งซื้อเพิ่ม-กฎหมายใหม่เตรียมตลอดดึงเงินสถาบัน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ผู้บริหารทำเนียบขาวเผยมีเงินทุนสถาบันระดับล้านล้านดอลลาร์รอเข้าตลาด Bitcoin หากกฎหมายมีความชัดเจน
  • ร่างกฎหมาย Clarity Act กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา โดยรัฐบาลกำลังเร่งหาข้อยุติในประเด็นที่ยังเห็นต่าง
  • รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการเทขาย Bitcoin แล้ว และกำลังพิจารณาแผนการถือครองระยะยาวหรือแม้แต่การซื้อเพิ่มเพื่อความมั่นคงทางการคลัง
  • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่พร้อมกระโดดร่วมวงทันทีที่กฎหมายผ่าน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

ข่าวนี้ถือเป็นปัจจัยบวกขั้นสุด เพราะเป็นการยืนยันจากปากคนในรัฐบาลว่าเม็ดเงินสถาบันกำลังจ่อคิวเข้าตลาดจริงๆ แถมท่าทีของรัฐบาลที่เปลี่ยนจากผู้เทขายมาเป็นผู้ถือครองหรืออาจเป็นผู้ซื้อเสียเอง ย่อมส่งผลดีต่อเสถียรภาพของราคาในระยะยาวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

วงการคริปโตเตรียมรับข่าวดีชุดใหญ่เมื่อ แพทริก วิทท์ ผู้อำนวยการบริหารสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Yahoo Finance เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่ามีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์จากกลุ่มสถาบันการเงินที่กำลังจอดรออยู่ข้างสนาม พร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่ตลาด Bitcoin และคริปโตทันทีที่กฎหมายมีความชัดเจน ซึ่งทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดเพื่อรองรับคลื่นเงินทุนระลอกยักษ์นี้

กฎหมาย Clarity Act กุญแจสำคัญไขประตูเงินล้านล้าน

วิทท์ อธิบายถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมาย Clarity Act ว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายในเวอร์ชันของตนไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และในขณะนี้วุฒิสภากำลังร่างเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมอยู่ โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า หรือ CFTC นั้นได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ SEC ยังคงค้างอยู่ในคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ซึ่งเดิมทีมีกำหนดการพิจารณาในเดือนมกราคมแต่ถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม วิทท์ ยืนยันว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้มากและกำลังเจรจาเพื่อหาจุดลงตัวในประเด็นที่ยังเห็นต่าง เช่น เรื่องผลตอบแทนของ Stablecoin และปัญหาการไหลออกของเงินฝาก โดยมีการเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เข้ามาหารือที่ทำเนียบขาวอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกร่วมกัน

รัฐบาลเลิกทุบราคา หันมาถือยาวและอาจซื้อเพิ่ม

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการบริหารจัดการ Bitcoin ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครองอยู่ วิทท์ เปิดเผยว่าหลังจากที่มีคำสั่งฝ่ายบริหารออกมา หน่วยงานต่างๆ ได้ระงับการเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบไร้ทิศทาง ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้กำลังมีความพยายามที่จะรวมศูนย์การกำกับดูแลและตรวจสอบบัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐบาลให้ถูกต้องแม่นยำ

ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือ วิทท์ ได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเพิ่มการถือครอง Bitcoin โดยอ้างถึงกฎหมายที่มีอยู่ของวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis และร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังจะมาจากส.ส. Begich ซึ่งจะให้อำนาจรัฐบาลในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ โดยหากสภาคองเกรสเห็นชอบ รัฐบาลอาจสามารถสะสม Bitcoin เพิ่มเติมได้ผ่านการจัดสรรงบประมาณซื้อโดยตรง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำในด้านการเงินดิจิทัลอย่างแท้จริง

ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan พร้อมลุย

วิทท์ ยังย้ำถึงโอกาสมหาศาลที่จะเกิดขึ้นเมื่อกฎหมาย Clarity Act มีผลบังคับใช้ โดยระบุว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งธนาคารและบริษัทคริปโตในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เขามองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง JPMorgan ที่จะเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมเกี่ยวกับคริปโต และย้ำว่าเงินทุนสถาบันระดับล้านล้านดอลลาร์ที่รออยู่ข้างสนามนั้นคือของจริง และสหรัฐฯ จำเป็นต้องรีบดำเนินการเพื่อให้กฎหมายนี้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในโลกการเงินยุคใหม่


ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ Bitcoin ในปีนี้ การที่ทำเนียบขาวออกมาพูดเองว่า “หยุดขายหมู” และกำลังเล็ง “ซื้อเพิ่ม” คือสัญญาณที่บอกว่า Bitcoin ได้ยกระดับจากสินทรัพย์เก็งกำไรกลายเป็นสินทรัพย์สำรองทางยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจแล้ว หากกฎหมายผ่านและเงินล้านล้านดอลลาร์ไหลเข้ามาจริง เราอาจได้เห็น Super Cycle ที่แท้จริงในไม่ช้า

ที่มา: X