สรุปข่าว
- FedEx ยื่นฟ้องรัฐบาล Trump เรียกเงินค่าภาษีนำเข้าคืนทั้งหมด กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่รายแรกที่ดำเนินการทางกฎหมายในลักษณะนี้
- คดีนี้อ้างอิงคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ชี้ว่าการใช้กฎหมาย IEEPA ของ Trump เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมูลค่าภาษีที่บริษัทต่าง ๆ จ่ายไปรวมกันกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์
- ต้องจับตาดูว่าบริษัทรายอื่นจะเดินตามรอย FedEx หรือไม่ เพราะถ้าเกิดคลื่นฟ้องร้องขนาดใหญ่ ย่อมส่งผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และกดดันตลาดได้อีกระลอก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การฟ้องร้องของ FedEx ไม่ได้เป็นการเพิ่มกำแพงภาษีใหม่ แต่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ยังคงคุกรุ่น ตลาดคริปโตอาจได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศ risk-off ที่ยังไม่สงบ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้เกิดการร่วงหนักทันที
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 FedEx ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องคืนเงินค่าภาษีนำเข้าทั้งหมดที่บริษัทจ่ายไปภายใต้นโยบายกำแพงภาษีของ Trump โดย Coin Bureau รายงานว่าคดีนี้ดูเหมือนจะเป็นการฟ้องร้องครั้งแรกของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อ้างอิงคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของ Trump ภายใต้กฎหมาย IEEPA นั้นขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ มูลค่าภาษีที่บริษัทต่าง ๆ จ่ายสะสมไปแล้วรวมกันกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่ง Crypto Rover ก็ได้ออกมารายงานข่าวนี้เช่นกัน

FedEx บริษัทแรกที่กล้าฟ้อง หลังศาลสูงสุดเปิดทาง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ FedEx กล้าเดินหน้าฟ้องร้องในครั้งนี้คือคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ระบุว่า Trump ใช้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเปิดช่องทางให้บริษัทที่เสียหายสามารถเรียกเงินคืนได้ทางกฎหมาย FedEx ในฐานะบริษัทขนส่งระหว่างประเทศรายใหญ่ ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นจากกำแพงภาษีเหล่านี้
ที่น่าจับตาคือ ถ้า FedEx ชนะคดีหรือสามารถเรียกเงินคืนได้สำเร็จ คาดว่าจะมีบริษัทอื่น ๆ เดินตามอีกจำนวนมาก เพราะมูลค่าภาษีที่จ่ายไปรวมกันกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์นั้นถือว่าสูงมาก และหลายบริษัทคงไม่ปล่อยให้เงินก้อนนี้หายไปโดยเปล่าประโยชน์ หากกระแสการฟ้องร้องขยายวงกว้าง ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาล Trump ต้องทบทวนนโยบายการค้าได้
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
แม้ข่าวนี้ในตัวเองจะไม่ใช่การเพิ่มกำแพงภาษีรอบใหม่ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งด้านนโยบายการค้ายังคงคุกรุ่นและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่าย ๆ บรรยากาศความไม่แน่นอนเช่นนี้มักทำให้นักลงทุนสถาบันชะลอการรับความเสี่ยง ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อตลาดคริปโตด้วย เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้มองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังอยู่ในหมวด risk asset เช่นเดียวกับหุ้นเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกว่า 600 จุดหลัง Trump ประกาศขู่ขึ้นภาษีนำเข้า และ Trump ประกาศแผนใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นกำแพงภาษีกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากคดีของ FedEx ลุกลามกลายเป็นกระแสฟ้องร้องหมู่จากภาคธุรกิจ ย่อมยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและกฎหมายต่อรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศ risk-off กลับมาอีกครั้ง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคดีของ FedEx น่าสนใจมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันคือสัญญาณว่าภาคธุรกิจเริ่มเบื่อหน่ายกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและหันมาใช้กระบวนการทางกฎหมายแทนการนิ่งเฉย ถ้ามีบริษัทใหญ่อื่น ๆ เดินตามอีก มันอาจกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาล Trump ต้องยอมประนีประนอมมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นข่าวดีสำหรับตลาดโดยรวม แต่ในระยะสั้นนั้น ความไม่แน่นอนยังอยู่ คริปโตก็ยังคงอ่อนไหวต่อบรรยากาศตลาดโลกเหมือนเดิม จับตาดูว่าจะมีบริษัทรายอื่นยื่นฟ้องตามหรือไม่ นั่นคือตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของข่าวนี้ครับ

