หนี้มาร์จิ้นสหรัฐฯ แตะสถิติใหม่ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤต 2021-2022

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • หนี้มาร์จิ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแตะสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์เพียงเดือนเดียว
  • การเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงฟีเวอร์ meme stock ในปี 2564
  • ระดับเลเวอเรจที่สูงในตลาดหุ้นอาจนำไปสู่การล้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่กระทบทั้งหุ้นและคริปโตพร้อมกันหากตลาดย่อตัวแรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

หนี้มาร์จิ้นระดับสถิติบ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะเลเวอเรจสูงมาก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนต้องลดความเสี่ยงพร้อมกัน แรงขายจากการล้างพอร์ตจะกระทบทั้งหุ้นและคริปโตไปพร้อมกัน เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 ที่ราคา Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดกว่า 70%

ตามรายงานจาก @TheKobeissiLetter (X) หนี้มาร์จิ้น (margin debt) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์เพียงเดือนเดียว และนี่คือการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 แล้ว เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หนี้มาร์จิ้นพุ่งขึ้นถึง 3.42 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 36% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตต่อปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงฟีเวอร์ meme stock ในปี 2564 สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการเงินสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะเลเวอเรจสูงผิดปกติ และนักลงทุนในตลาดคริปโตควรจับตาอย่างใกล้ชิด

หนี้มาร์จิ้นคืออะไร และทำไมตัวเลขนี้ถึงน่ากลัว

หนี้มาร์จิ้น คือเงินที่นักลงทุนกู้ยืมจากโบรกเกอร์เพื่อนำไปซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น เป็นตัวชี้วัดสำคัญของระดับความเสี่ยงในระบบการเงิน เมื่อตัวเลขนี้สูงมาก หมายความว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังใช้เลเวอเรจในการลงทุน ซึ่งเพิ่มศักยภาพทั้งกำไรและขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คืออัตราการเพิ่มขึ้น 36% ต่อปี เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ในปี 2565 มากที่สุด ในครั้งนั้น เมื่อ Federal Reserve เริ่มขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูงถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์พร้อมกัน สร้างแรงกดดันขาลงลูกโซ่ทั้งในตลาดหุ้นและคริปโต

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่สถาบันการเงินรายใหญ่เข้ามาลงทุนในคริปโตมากขึ้น เมื่อนักลงทุนสถาบันถูกบังคับให้ล้างพอร์ตเพราะตลาดหุ้นร่วง พวกเขามักต้องขายสินทรัพย์ทุกประเภทรวมถึง Bitcoin และ Altcoin เพื่อเรียกคืนเงินสดและชำระหนี้มาร์จิ้น

ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าหนี้มาร์จิ้นสูงแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า trigger อะไรจะจุดชนวนให้เกิดการล้างพอร์ตพร้อมกันในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนสามารถเป็นตัวจุดชนวนได้ทั้งสิ้น สอดคล้องกับที่ Siam Blockchain เคยรายงานเกี่ยวกับ เงินไหลออกจากหุ้น small cap สหรัฐฯ รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ risk-off อย่างชัดเจน

บทเรียนจากปี 2564 ที่นักลงทุนคริปโตห้ามลืม

ในปี 2564 ช่วง meme stock ฟีเวอร์ หนี้มาร์จิ้นก็เร่งตัวขึ้นในลักษณะที่คล้ายกันมาก ก่อนที่ตลาดจะพลิกกลับอย่างรุนแรงในปี 2565 Bitcoin ร่วงจากสูงสุดราว 69,000 ดอลลาร์ลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ราว 16,000 ดอลลาร์ คิดเป็นการร่วงกว่า 70% ส่วนหนึ่งมาจากการล้างพอร์ตในตลาดหุ้นที่ลามมาสู่ตลาดคริปโต

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างสำคัญระหว่างสองช่วงเวลานี้ ปัจจุบันตลาดคริปโตมีนักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าในปี 2564 มาก ตัวอย่างเช่น BlackRock ที่เพิ่งซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 296 ล้านดอลลาร์ตามที่ Siam Blockchain รายงานไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจช่วยพยุงราคาได้บ้างในกรณีที่ตลาดย่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคริปโตจะภูมิคุ้มกันต่อแรงขายที่ลามมาจากตลาดหุ้นได้ทั้งหมด


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ควรนำมาคิดก่อนจะเปิด leverage ในตลาดคริปโต เพราะถ้าตลาดหุ้นเกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ขึ้นมา คริปโตมักโดนลามไปด้วยเสมอในช่วงแรก แม้ในระยะยาวอาจฟื้นตัวได้ก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาในช่วงนี้คือแนวรับสำคัญของ Bitcoin และสัญญาณการไหลเข้า-ออกของเงินสถาบัน ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณว่าสถาบันเริ่มลดสถานะพร้อมกัน นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ใช่เวลาที่จะเพิ่มความเสี่ยง