ถอดรหัสเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026: ทำไมสมรภูมินี้ถึงเป็นจุดชี้ชะตาอนาคตคริปโต?

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว

นักวิเคราะห์ประเมินว่าต้นปี 2026 ตลาดจะย่อตัว ก่อนที่กลางปีจะเข้าสู่ช่วงผ่อนปรนสภาพคล่อง ปิดท้ายด้วยช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจใกล้เลือกตั้ง

โครงสร้างของตลาดและสภาพคล่องทางการเงินจะเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางของการเมืองและผลการเลือกตั้ง มากกว่าที่เหตุการณ์ทางการเมืองจะเป็นตัวกำหนดตลาดเพียงฝั่งเดียว

มีความเป็นไปได้หลายรูปแบบว่าตลาดจะได้รับผลกระทบอย่างไรโดยขึ้นอยู่กับผู้ชนะ

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 กำลังถูกจับตาในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโต โดยนักวิเคราะห์ประเมินไทม์ไลน์เป็น 3 ระยะ เริ่มขาลงในช่วงต้นปี สู่การเปลี่ยนผ่านในกลางปี และการอัดฉีดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเรียกคะแนนนิยมในช่วงใกล้เลือกตั้ง ซึ่งผลลัพธ์หลังการเลือกตั้งจะออกมาได้ทั้ง ดีมาก ปานกลาง และ ย่ำแย่

ในปี 2026 โลกแห่งการลงทุนอาจไม่ได้จับตาดูเพียงแค่ตัวเลขเงินเฟ้อหรือการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเดียวอีกต่อไป แต่สปอตไลต์ดวงใหญ่กำลังสาดส่องไปที่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกมองว่าอาจเป็นชนวนเหตุและจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ตามกำหนดการเดิม การเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ จะถูกจัดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2026 โดยตลาดคาดการณ์ว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งจะทำให้เงื่อนไขของสภาพคล่องในตลาดมีการเปลี่ยนแปลง

นักวิเคราะห์เปิดเผยว่า สัญญาณจากตลาดพยากรณ์ในปัจจุบันบ่งชี้ว่าแรงสนับสนุนของพรรครีพลับลิกันเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นจึงทำให้พวกเขาซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐบาลปัจจุบันต้องสร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นตลาดในช่วงใกล้เลือกตั้งเพื่อทำคะแนน โดยนักวิเคราะห์รายนี้ได้แบ่งไทมไลน์ออกเป็น 3 เฟส

เฟสแรกหรือปัจจุบัน คือช่วงที่ตลาดจะทำการย่อตัวอย่างหนักในต้นปี 2026 และสร้างแรงกดดันให้กับประธานเฟดคนปัจจุบัน Jerome Powell จนถึงขีดสุด ถัดมาในช่วงกลางปี จะเริ่มเกิดแรงกดดันด้านนโยบายการเงิน รวมถึงการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ทำให้อาจเกิดนโยบายผ่อนปรนสภาพคล่อง ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดเข้าสู่การฟื้นตัว 

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงที่สาม ซึ่งเป็นจังหวะใกล้เคียงกับการเลือกตั้งก็จะมีการสร้างแรงจูงใจต่างๆนาๆ ให้นักลงทุน “รู้สึกดี” หรือคิดว่าเศรษฐกิจกลับมาดี เช่น นโยบายช่วยเหลือด้านภาษีให้แก่ธุรกิจเล็กๆ หรือรายได้จากปันผล

นักวิเคราะห์กล่าวชัดเจนว่า เฟด มักจะกลายเป็นเป้าหมายหลักของการถูกตำหนิในช่วงขาลง ซึ่งในทางกลับกันสภาวะเช่นนี้เปิดทางให้สภาพการเมืองสามารถเปลี่ยนทิศทางได้เมื่อสภาพคล่องเริ่มปรับตัวดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างตลาดและแนวโน้มของสภาพคล่องจึงถือเป็นตัวแปรหลักในการกำหนดผลลัพธ์ทางการเมือง มากกว่าที่เหตุการณ์ทางการเมืองจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด

ซ้ำรอย หรือ ซ้ำเติม

มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนอยากจะทราบกันดี กับคำถามที่ว่าหากรู้ตัวผู้ชนะแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งการประเมินขั้นต้นสามารถมองเห็นความเป็นไปได้ ได้ถึง 3 รูปแบบ

1. ตลาดบูม เหมือน 2024

หากพรรครีพลับลิกัน ยังคงคว้าเสียงข้างมากในสภาต่อไปได้ ก็อาจทำให้เหตุการณ์ในช่วงปี 2024 หวนกลับขึ้นมาอีกรอบ ซึ่งในขณะนั้นตลาดคริปโตได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากที่ ทรัมป์ คว้าชัยชนะเหนือแฮร์ริส ด้วยความหวังที่ว่าสหรัฐฯจะเป็นมิตรกับคริปโตต่อไป

2. ฟื้นตัวแต่ไม่แรง

ในกรณีที่สอง หากรีพลับลิกันเป็นฝ่ายชนะ ตลาดอาจไม่ได้มีการเฉลิมฉลองอะไรมากเพราะถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาในช่วงก่อนประกาศผลเลือกตั้งปี 2024 แต่ในปัจจุบัน การสนับสนุนคริปโตจากทางภาครัฐยังไม่ได้สูงมากดังที่หลายคนคาดหวัง ทำให้ราคาอาจมีการฟื้นตัวขึ้นมาแต่อาจจะไม่ได้หวือหวา

3. กลับตาลปัตร

ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเดโมแครตพลิกกลับขึ้นมาเป็นเสียงข้างมาก นั่นจะทำให้การออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ ของรีพลับลิกันทำได้ยากยิ่งขึ้น และแต่เดิม เดโมแครตถูกชาวคริปโตมองว่าเป็นปฏิปักษ์ขั้วตรงข้ามมาอยู่เสมอ ทำให้นโยบายต่างๆ ของคริปโตที่เคยผ่อนปรนในยุคของทรัมป์อาจถูกยกเลิก และทำให้ราคายิ่งดิ่งตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก อาจทำให้เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจไม่เกินขึ้นจริงก็ได้ เพราะในปัจจุบันทางเดโมแครตเองก็ไม่ได้มีการกีดกั้นคริปโตอย่างรุนแรงเหมือนกับในสมัยของรัฐบาล โจ ไบเดน

ที่มา : Cryptopotato

แม้บทความนี้จะกางไทม์ไลน์และฉากทัศน์ไว้อย่างชัดเจน แต่ด้วยธรรมชาติของตลาดคริปโตที่มีความผันผวนสูง อนาคตจึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจพลิกโผไปจากที่ประเมินไว้ได้เสมอ นักลงทุนจึงไม่ควรมองแค่ปัจจัยทางฝั่งของการเมืองเพียงอย่างเดียวและใช้หลายปัจจัยเข้าช่วยในการตัดสินใจ