สรุปข่าว
- World Liberty Financial เปิดตัวระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์สำหรับ USD1 สเตเบิลคอยน์ โดยแสดงให้เห็นว่ามีเงินสำรองหนุนหลังอยู่ราว 4.7 พันล้านดอลลาร์
- การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใส เพราะนักลงทุนสามารถตรวจสอบทุนสำรองได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์
- USD1 เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะสเตเบิลคอยน์ที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ และระบบนี้อาจช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในช่วงที่กฎหมาย Stablecoin ของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข่าวนี้เป็นบวกต่อตลาดสเตเบิลคอยน์และระบบนิเวศคริปโตโดยรวม เพราะการแสดงให้เห็นว่ามีเงินสำรองจริงกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานและนักลงทุน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของ USD1 ในช่วงที่กฎหมาย Stablecoin กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาในรัฐสภาสหรัฐฯ
เมื่อช่วงดึกของวันที่ 28 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph World Liberty Financial ได้เปิดตัวระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์สำหรับ USD1 สเตเบิลคอยน์ของตน โดยเปิดเผยว่ามีทุนสำรองหนุนหลังอยู่ราว 4.7 พันล้านดอลลาร์ การเปิดเผยข้อมูลนี้แบบเรียลไทม์หมายความว่าผู้ใช้งานและนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าสเตเบิลคอยน์มีสินทรัพย์หนุนหลังเพียงพอหรือไม่ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานด้านความโปร่งใสที่หลายโครงการในตลาดยังขาดอยู่ World Liberty Financial เป็นโครงการคริปโตที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ และ USD1 คือสเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
Proof-of-Reserves คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ระบบ Proof-of-Reserves คือกลไกที่ให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีสินทรัพย์จริงหนุนหลังครบตามจำนวนที่ออกไปหมุนเวียนในตลาด โดยปกติแล้วการพิสูจน์นี้จะทำผ่านการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม แต่สำหรับระบบแบบเรียลไทม์นั้น ข้อมูลจะถูกอัปเดตอย่างต่อเนื่องบนบล็อกเชนหรือแพลตฟอร์มที่ตรวจสอบได้ ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ความสำคัญของระบบนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากเหตุการณ์ล่มสลายของ TerraUSD และ FTX ในปี 2565 ซึ่งทำให้ตลาดตระหนักว่าการอ้างว่ามีทุนสำรองโดยไม่มีหลักฐานยืนยันนั้นเป็นความเสี่ยงขนาดใหญ่ การที่ World Liberty Financial เลือกเปิดระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าโครงการนี้ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ไม่ใช่แค่การตลาดระยะสั้น
USD1 กับบริบทกฎหมาย Stablecoin ที่กำลังมาถึง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่น่าสนใจมาก เพราะรัฐสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณากฎหมาย Stablecoin อย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์ ‘สั่ง’ รีพับลิกันโหวตผ่านกฎหมาย Stablecoin ท่ามกลางข้อครหา ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ และ Polymarket ชี้ ร่างกฎหมาย Stablecoin ‘GENIUS Act’ มีโอกาสผ่านถึง 90% ซึ่งถ้ากฎหมายผ่านจริง ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จะต้องมีการพิสูจน์ทุนสำรองที่ชัดเจน การที่ USD1 เตรียมพร้อมล่วงหน้าด้วยระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์นั้นอาจเป็นการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับข้อกำหนดตามกฎหมายที่กำลังจะมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดสเตเบิลคอยน์ปัจจุบัน USD1 กำลังแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ที่มีมูลค่าตลาดรวมกันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การมีทุนสำรองอยู่ที่ 4.7 พันล้านดอลลาร์แสดงให้เห็นว่า USD1 กำลังเติบโตในอัตราที่น่าสนใจ และอาจกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสเตเบิลคอยน์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลทรัมป์
ความโปร่งใสกับความน่าเชื่อถือของโครงการทรัมป์
World Liberty Financial เคยเผชิญกับแรงกดดันจากสาธารณะในหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า โปรเจกต์ของครอบครัวทรัมป์เทขาย Bitcoin 5 ล้านดอลลาร์ อ้างหนีตายจากการล้างพอร์ต ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในช่วงนั้น การเปิดระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์ครั้งนี้จึงอาจเป็นความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและฟื้นความเชื่อมั่น นอกจากนี้ในบริบทที่กว้างขึ้น การเติบโตของ USD1 ยังสอดคล้องกับกระแสที่ธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มหันมาสนใจบล็อกเชนและสเตเบิลคอยน์มากขึ้น ดังที่ Siam Blockchain รายงานเรื่อง Barclays เตรียมนำบล็อกเชนสำหรับระบบชำระเงิน พร้อมรับ Stablecoin ไปก่อนหน้านี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเปิดระบบ Proof-of-Reserves แบบเรียลไทม์ของ USD1 นั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตลาดโดยรวม เพราะมันผลักดันมาตรฐานความโปร่งใสให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจับตาดูต่อคือโครงสร้างของทุนสำรอง 4.7 พันล้านดอลลาร์นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมด หรือมีสินทรัพย์อื่นปนอยู่ด้วย เพราะตรงนั้นคือหัวใจของความมั่นคงจริงๆ อีกเรื่องที่ต้องดูคือการเมืองที่อยู่รอบๆ โครงการนี้ ในฐานะที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ USD1 ย่อมมีทั้งคนสนับสนุนและต่อต้านอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลต่อการยอมรับในระดับสากลได้

