สรุปข่าว
- เฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกเปิด Short หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของสหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.8% ของพอร์ตรวม
- สัดส่วน Short เพิ่มขึ้นกว่า 90% นับตั้งแต่ปี 2565 ทะลุสถิติเดิมที่ทำไว้ในปี 2564 ที่ 3.2%
- ความกังวล Risk-Off ในตลาดเทคอาจส่งแรงกดดันไปยังตลาดคริปโต โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดโดยรวมอ่อนแอ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่เฮดจ์ฟันด์เปิด Short หุ้นเทคในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ซึ่งโดยทั่วไปคริปโตมักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหุ้นเทคในช่วงที่ตลาดกังวล อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้เป็นแนวโน้มระยะกลางมากกว่าตัวเร่งทันที จึงยังไม่น่าทำให้ราคาร่วงรุนแรงในชั่วข้ามคืน
ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 เฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกได้เปิดสถานะ Short หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของสหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.8% ของพอร์ตรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 90% นับตั้งแต่ปี 2565 ตัวเลขนี้แซงหน้าสถิติก่อนหน้าที่ทำไว้ในปี 2564 ที่ 3.2% และสูงกว่าจุดต่ำสุดในปี 2562 ถึงกว่าเท่าตัวที่ระดับ 1.6% สัญญาณดังกล่าวชี้ว่ากลุ่มทุนใหญ่กำลังลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในภาคเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และอาจส่งแรงกดดันไปยังตลาดคริปโตที่มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหุ้นกลุ่มนี้
ทำไมเฮดจ์ฟันด์ถึง Short หุ้นเทคหนักขนาดนี้
การที่สัดส่วน Short เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนความกังวลระยะยาวของนักลงทุนสถาบันต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ โดยมีหลายปัจจัยที่ผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง การประเมินมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งจากข้อมูลการว่างงานที่พุ่งขึ้น และยอดหนี้มาร์จิ้นที่ทะลุ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปิดตัวของบริษัทเทคหลายรายเพื่อลดต้นทุน ล้วนสร้างบรรยากาศ Risk-Off ที่ทำให้เฮดจ์ฟันด์เลือกเปิดสถานะขายมากขึ้น ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ การปลดพนักงานครั้งใหญ่ในหลายองค์กร ทั้งหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ กว่า 3 แสนคน รวมถึง UPS และ Amazon ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณเดียวกันที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดคริปโตนั้นชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Bitcoin และ Ethereum ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับ Nasdaq ในช่วงที่นักลงทุนสถาบันลดความเสี่ยง เมื่อเฮดจ์ฟันด์หันมาเปิด Short หุ้นเทคในระดับนี้ แสดงว่ากลุ่มทุนใหญ่ไม่ได้มองว่าสภาพแวดล้อมตลาดในตอนนี้เอื้อต่อการถือสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นแนวโน้มระยะกลางที่สะสมมากว่า 3 ปี ไม่ใช่ตัวเร่งที่จะทำให้ราคาร่วงในทันที ในขณะเดียวกัน ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งสถาบันในตลาดคริปโตโดยตรง เช่น การที่ Amundi เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น MicroStrategy กว่า 373% และการที่ Citi กับ Morgan Stanley ขยายบริการคริปโตให้ลูกค้า ซึ่ง Siam Blockchain เคยรายงานไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพรวมไม่ได้มืดหมดทุกด้าน
อะไรต้องจับตาต่อจากนี้
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า Sentiment Risk-Off นี้จะลามเข้าสู่ตลาดคริปโตหนักแค่ไหน ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในไตรมาส 2 ปีนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง GDP และอัตราการว่างงาน รวมถึงความคืบหน้าของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในสภาคองเกรส ซึ่ง JPMorgan คาดว่าหากผ่านในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาด ตามที่ Siam Blockchain รายงานก่อนหน้านี้
หากดัชนี Nasdaq ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันและเฮดจ์ฟันด์ยังคงเพิ่มสถานะ Short ต่อเนื่อง นักลงทุนคริปโตควรระวังในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการช่วงดึก ซึ่งมักเป็นจุดที่ความผันผวนของราคาคริปโตสูงสุด
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่ากังวลกว่าที่หลายคนคิด เพราะการที่เฮดจ์ฟันด์ Short หุ้นเทคทะลุสถิติไม่ใช่แค่เรื่องของ Wall Street ล้วนๆ แต่มันสะท้อนว่ากลุ่มทุนที่มีข้อมูลที่สุดในโลกกำลังมองว่ายังมี Downside อีกมากสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง ในภาวะที่หนี้มาร์จิ้นพุ่งสูงสุดและมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในเวลาเดียวกัน ผู้เขียนว่าควรจับตาดูว่า Correlation ระหว่าง BTC กับ Nasdaq จะกลับมาสูงขึ้นหรือเปล่า ถ้ากลับมา แรงขายจากฝั่งเทคอาจลากคริปโตลงด้วย ยังไม่แนะนำให้ตั้งรับตาม แต่ถ้ากำลังคิดจะเพิ่มพอร์ต อาจรอสัญญาณที่ชัดขึ้นก่อนก็ดี
