สรุปข่าว
- ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ดิ่งลง 11% ในช่วงสองวันทำการ นับเป็นการร่วงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008
- เกาหลีใต้ถือเป็นตลาดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การร่วงหนักของตลาดหุ้นในประเทศมักส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเทรดและนักลงทุนคริปโตในภูมิภาค
- ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ระอุทั่วโลก นักลงทุนต้องจับตาว่าแรงขายจะลามเข้าสู่ตลาดคริปโตหรือไม่ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การร่วงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้รุนแรงระดับนี้สะท้อนถึงบรรยากาศหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ในระดับภูมิภาค ซึ่งมักส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณการซื้อขายคริปโตต่อหัวสูงที่สุดในโลก
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงเช้าวันที่ 4 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย หลังดัชนี Kospi ดิ่งลงรวมกว่า 11% ภายในเพียงสองวันทำการ ตามรายงานจาก Cointelegraph ซึ่งระบุว่านี่คือการร่วงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลายแนวรบพร้อมกัน และสร้างความกังวลอย่างมากว่าแรงขายจะลามเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ รวมถึงตลาดคริปโตด้วย
วิกฤตหุ้นเกาหลีใต้หนักแค่ไหน
การดิ่งลง 11% ในสองวันทำการถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะครั้งสุดท้ายที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงหนักระดับนี้คือช่วงวิกฤต Subprime ปี 2008 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลก การร่วงในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับฐานธรรมดา แต่สะท้อนถึงความตื่นตระหนกของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่กำลังประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ตลาดหุ้นโซลร่วง 7% ในวันเดียว นับเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 19 เดือน พร้อมกับตลาดฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ที่ดิ่งลงหนักและตลาดคริปโตทดสอบแนวรับล่างท่ามกลางการขายออกในวงกว้าง ซึ่งตอนนี้ตัวเลขรวมสองวันได้ทะลุ 11% แล้ว แสดงให้เห็นว่าแรงขายยังไม่หยุด
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
เกาหลีใต้ไม่ใช่แค่ประเทศเล็กๆ ในโลกคริปโต แต่เป็นหนึ่งในตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายเหรียญดิจิทัลต่อหัวสูงที่สุดในโลก เว็บกระดานเทรดอย่าง Upbit และ Bithumb ติดอันดับต้นๆ ของโลกในแง่ปริมาณการซื้อขายรายวันอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อนักลงทุนเกาหลีใต้อยู่ในโหมด risk-off หนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง แรงขายมักถูกส่งต่อเข้ามาในตลาดคริปโตด้วย
สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือบริบทของการร่วงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่อยู่ท่ามกลางพายุมาโครหลายลูกพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง หรือการที่ Trump ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่ง Siam Blockchain ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ในบทความ Trump ประกาศศักยภาพทางทหารสหรัฐฯ สัญญาณ risk-off กระทบตลาดคริปโต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้นักลงทุนทั่วโลกระมัดระวังตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงต้านจากฝั่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ยังคงสะสม Bitcoin อยู่อย่างต่อเนื่อง โดย Siam Blockchain รายงานว่า ลูกค้าของ BlackRock ซื้อ Bitcoin มูลค่ากว่า 767 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยพยุงตลาดไม่ให้ดิ่งหนักตามตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้
สัญญาณที่ต้องจับตาต่อจากนี้
นักลงทุนควรจับตาดูตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในวันทำการถัดไปว่าจะมีการฟื้นตัวหรือดิ่งต่อ รวมถึงค่าเงิน Won เกาหลี (KRW) ซึ่งหากอ่อนค่าลงมาก อาจสะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหลออกจากภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ควรติดตามปริมาณการซื้อขายบนเว็บกระดานเทรดเกาหลีใต้ว่ามีการเทขายคริปโตเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าเห็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายอย่างผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันจากตลาดหุ้นกำลังลามเข้าสู่คริปโตจริงๆ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการดิ่งของ Kospi 11% ในสองวันนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดหุ้นเกาหลีใต้เท่านั้น แต่เกาหลีใต้มีน้ำหนักในตลาดคริปโตมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในตลาด altcoin บางตัวที่มี premium ราคาในเกาหลีสูงกว่าตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัด ถ้านักลงทุนเกาหลีเริ่มระบายสินทรัพย์เสี่ยงออกพร้อมกัน คริปโตคงหนีไม่พ้นแรงกดดันนั้น สิ่งที่อยากให้จับตาดูมากที่สุดตอนนี้คือแนวรับสำคัญของ Bitcoin และ Ethereum ว่าจะยืนอยู่ได้หรือเปล่า ถ้าหลุดลงไปอีกท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ อาจเห็นการดิ่งที่รุนแรงกว่าที่คิดได้ครับ

