สรุปข่าว
- สหรัฐฯ ขอให้พันธมิตรกว่า 12 ชาติ รวมถึงอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ส่งเรือรบไปคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทุกชาติปฏิเสธหมด
- ช่องแคบฮอร์มุซแทบปิดสนิท เรือผ่านจาก 138 ลำ/วัน เหลือแค่ราว 5 ลำ น้ำมันดิบพุ่งแตะ $120 ต่อบาร์เรล IEA ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ใหญ่สุดในรอบ 52 ปี
- อิหร่านใช้ช่องแคบเป็นเครื่องต่อรอง เปิดให้บางชาติผ่านเป็นรายกรณี ขณะที่พันธมิตรเริ่มเจรจากับอิหร่านโดยตรง แทนที่จะร่วมกับสหรัฐฯ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้น้ำมันดิบพุ่งเหนือ $100 ต่อบาร์เรล กดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต ขณะเดียวกันการแตกแยกของพันธมิตรสหรัฐฯ สร้างความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก
สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Trump พยายามรวบรวมพันธมิตรเพื่อส่งเรือรบไปคุมช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แต่ผลลัพธ์กลับออกมาเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ เมื่อทุกชาติที่ถูกร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน แคนาดา ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ ต่างปฏิเสธทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Keir Starmer ระบุว่า “เราจะไม่ถูกดึงเข้าสู่สงครามที่กว้างขึ้น” ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี Boris Pistorius กล่าวตรงๆ ว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา”
ทำไมพันธมิตรถึงปฏิเสธยกแผง

เหตุผลหลักที่ทุกชาติปฏิเสธมีหลายประการ ประการแรกคือสหรัฐฯ ไม่ได้ปรึกษาหารืออย่างเพียงพอ พันธมิตรไม่ได้รับความชัดเจนเรื่องเป้าหมายสงคราม ระยะเวลา และแผนการถอนตัว สหรัฐฯ เคยสัญญาว่าจะจบได้เร็วภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แต่การประเมินของฝ่ายทหารอิสราเอลชี้ว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อ ทำให้ผู้นำยุโรปเรียกร้องให้วอชิงตันชี้แจงเงื่อนไขการยุติสงครามก่อน
ประการที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรถูกกัดกร่อนมาหลายปีจากนโยบายฝ่ายเดียวของ Trump ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นกำแพงภาษี การถอนตัวจากข้อตกลงต่างๆ การดูถูกพันธมิตรอย่างเปิดเผย และการขู่ตัดเงินสนับสนุน NATO ทำให้ความไว้วางใจถูกทำลายไปมาก
ประการที่สาม ผู้นำยุโรปเผชิญแรงต้านจากภายในประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งเกิน $100 ต่อบาร์เรลและปัญหาก๊าซธรรมชาติขาดแคลน ทำให้ประชาชนไม่พอใจ การส่งเรือรบไปอ่าวเปอร์เซียเท่ากับเสี่ยงอาชีพทางการเมืองของผู้นำในกรุงมาดริด เบอร์ลิน และลอนดอน
นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งเชิงนโยบาย เพราะสงครามครั้งนี้ทำให้รัสเซียได้ประโยชน์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นช่วยเติมเงินให้กับเครื่องจักรสงครามของรัสเซียในยูเครน ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลับอนุญาตยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรให้อินเดียและชาติอื่นๆ ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ สร้างความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ทำให้พันธมิตรยุโรปไม่พอใจ
ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแทบสนิท น้ำมันพุ่งเหนือ $100

ช่องแคบฮอร์มุซกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล โดยฝั่งเหนือที่อิหร่านควบคุมอยู่เต็มไปด้วยป้อมปราการทางทหาร อิหร่านใช้ทั้งทุ่นระเบิด ขีปนาวุธ โดรน เรือดำน้ำ และเรือโจมตีเร็ว ทำให้ภารกิจคุ้มกันเรืออันตรายอย่างยิ่งและเสี่ยงต่อการยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ข้อมูลจาก UK Maritime Trade Operations ระบุว่า จำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบลดลงจาก 138 ลำต่อวันเหลือเพียงราว 5 ลำ การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบเหลือไม่ถึง 10% ของปกติ ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นไปแตะ $120 ต่อบาร์เรล แม้ว่า IEA จะประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปล่อยครั้งใหญ่สุดในรอบ 52 ปี โดยสหรัฐฯ สมทบ 172 ล้านบาร์เรล แต่ราคายังคงอยู่เหนือ $100
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน การผลิตน้ำมันทางตอนใต้ของอิรักร่วงลง 70% จาก 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันเหลือ 1.3 ล้านบาร์เรล การส่ง LNG ทั่วโลกถูกตัดลง 20% เนื่องจากการขนส่งของกาตาร์ต้องผ่านช่องแคบ นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย ฮีเลียม และยูเรเนียมก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยจีนเริ่มนำสต็อกปุ๋ยสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้แล้ว ขณะที่สหรัฐฯ ไม่มีคลังสำรองประเภทนี้
อิหร่านใช้ช่องแคบเป็นเครื่องต่อรอง ดึงพันธมิตรออกจากสหรัฐฯ

อิหร่านไม่ได้ปิดช่องแคบแบบเบ็ดเสร็จ แต่เลือกเปิดให้บางชาติผ่านเป็นรายกรณีสำหรับประเทศที่เจรจาทวิภาคี ทำให้ช่องแคบกลายเป็นเครื่องมือทางการทูตมากกว่าการปิดกั้นทางทหาร
เรือของปากีสถาน อินเดีย และตุรกีผ่านช่องแคบได้สำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้ จีนกำลังเจรจาเพื่อรับประกันว่าเรือขนส่งน้ำมันดิบจะผ่านได้ ขณะที่ฝรั่งเศสและอังกฤษมีรายงานว่าเปิดช่องทางลับเจรจากับเตหะรานเช่นกัน กลยุทธ์นี้บังคับให้พันธมิตรสหรัฐฯ ต้องเลือกระหว่างการเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือที่เป็นปฏิปักษ์ หรือรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างสันติกับอิหร่าน ซึ่งผลลัพธ์คือพันธมิตรถูกดึงออกจากสหรัฐฯ ทำให้อิทธิพลของอเมริกาในภูมิภาคลดลง
ความเสี่ยงลุกลามและภาพรวมภูมิภาค

สถานการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อ่าวเปอร์เซีย เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธระหว่างการซ้อมรบร่วมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบไต้หวัน ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเอง มีการโจมตีด้วยโดรนที่สนามบินนานาชาติดูไบ และมีการสกัดขีปนาวุธในกาตาร์และคูเวต กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและการพาณิชย์
ที่น่าวิตกคือ ที่ปรึกษาบางรายของสหรัฐฯ เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ของการยกระดับสู่อาวุธนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย ส่งสัญญาณว่าความตึงเครียดในภูมิภาคอยู่ในระดับอันตราย
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าสถานการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบโลก ไม่ใช่แค่เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ แต่เป็นการที่ระบบพันธมิตรที่สร้างมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับนักลงทุนคริปโต สิ่งที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมัน ถ้ายังอยู่เหนือ $100 ต่อบาร์เรลไปเรื่อยๆ เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง ธนาคารกลางทั่วโลกจะไม่กล้าลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ถ้าความเชื่อมั่นในระบบเงินตราแบบดั้งเดิมเสื่อมลงจากความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ Bitcoin อาจได้ประโยชน์ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ผมแนะนำให้จับตาดูว่าสถานการณ์จะยกระดับไปถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่านหรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป
