สรุปข่าว
- นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ส่วนใหญ่วางแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในคริปโต แม้ความกังวลด้านกฎระเบียบและการบริหารความเสี่ยงยังคงเพิ่มขึ้น
- ผลสำรวจจาก Nickel Digital Management ระบุว่า 47% ของนักลงทุนสถาบันคาดจะจัดสรรอย่างน้อย 3% ของพอร์ตเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายในสามปี โดยคำถามไม่ใช่ว่า “ควรลงทุนหรือเปล่า” แต่เป็น “จะลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ”
- ปัจจัยเอื้อสำคัญคือความชัดเจนด้านกฎระเบียบจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ และ CFTC ที่ยืนยันว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ รวมถึงการปรับมาตรฐานการบัญชี FASB ที่ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในกรอบเดียวกับหลักทรัพย์ดั้งเดิม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
สัญญาณที่สถาบันการเงินรายใหญ่วางแผนเพิ่มสัดส่วนคริปโตในพอร์ตเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดในระยะกลาง-ยาว แม้การเข้มงวดเรื่องการบริหารความเสี่ยงอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าช้ากว่าที่คาด แต่โดยรวมแล้วทิศทางเป็นบวกต่อราคา เนื่องจากเม็ดเงินสถาบันมีขนาดใหญ่และมีความมั่นคงกว่านักลงทุนรายย่อย
นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ทั่วโลกกำลังเดินหน้าเพิ่มการลงทุนในคริปโตอย่างต่อเนื่อง แต่มีความระมัดระวังและเลือกสรรมากขึ้นกว่าเดิม ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ระบุว่า นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่วางแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล แม้ว่าความกังวลด้านกฎระเบียบและการบริหารความเสี่ยงยังคงเพิ่มสูงขึ้น ผลสำรวจจาก Nickel Digital Management ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า 47% ของนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการความมั่งคั่งคาดว่าพอร์ตของตนจะมีการจัดสรรสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างน้อย 3% ภายในสามปี และประมาณ 13% คาดว่าจะจัดสรรถึง 5% หรือมากกว่านั้น
จากคำถาม “ลงทุนไหม” สู่ “ลงทุนอย่างไร”
สัญญาณที่น่าสนใจจากผลสำรวจของ Nickel Digital Management คือบทสนทนาในหมู่นักลงทุนสถาบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีใครถกเถียงกันอีกต่อไปว่าสินทรัพย์ดิจิทัลควรอยู่ในพอร์ตการลงทุนหรือไม่ แต่คำถามที่ทุกคนสนใจตอนนี้คือจะเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงได้อย่างไร
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้สถาบันการเงินเข้ามามากขึ้นคือความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC ได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยกดดันตลาดมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีการเงิน (FASB) ยังได้ปรับมาตรฐาน ASU 2023-08 กำหนดให้สินทรัพย์คริปโตต้องวัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมทุกไตรมาส ทำให้มีหลักเกณฑ์การรายงานเทียบเท่ากับหลักทรัพย์ดั้งเดิม
เพิ่มแต่เลือกสรร สัดส่วนที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน
แม้ทิศทางโดยรวมจะเป็นบวก แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่ได้เดินหน้าอย่างไม่ระวัง งานวิจัยจาก Wilshire Indexes พบว่าการจัดสรร Bitcoin ในพอร์ตดั้งเดิมที่เกิน 1-2% จะนำไปสู่การกระจุกตัวของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ ฝั่ง InnovestX แนะนำว่านักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลางควรจัดสรรสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอย่างคริปโตไม่เกิน 5% ของมูลค่าพอร์ตรวม
Grayscale Research คาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นปีที่เม็ดเงินสถาบันที่เคลื่อนตัวช้าจะไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตมากขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์ซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETP) ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ขณะที่ Binance Research ชี้ว่าปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่การเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยจะถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงินและภาครัฐ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับที่ CFRA Research ระบุว่าปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนผ่านของคริปโตจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของสถาบัน
บริบทตลาดไทยและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
ในฝั่งไทย สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยเน้นย้ำว่าผู้ประกอบธุรกิจต้องมีระบบรองรับที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจหลักทรัพย์และความเชื่อมั่นของตลาดทุน สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (CMRI) ยังได้วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงระบบของสินทรัพย์ดิจิทัล ครอบคลุมทั้งความผันผวนของราคา ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และความเสี่ยงจากการใช้ Leverage เกินตัว ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สถาบันทั่วโลกกำลังระวังอยู่เช่นกัน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า SEC และ CFTC ได้ร่วมกันชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้ามาลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น รวมถึงมีรายงานว่า ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins ได้ประกาศกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตใหม่ ที่เปิดทางให้นักพัฒนาและสถาบันการเงินมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าแนวโน้มนี้เป็นสัญญาณที่ดีในระยะยาวสำหรับตลาดคริปโต แต่ก็ไม่ควรตื่นเต้นเกินไป เพราะคำว่า “เพิ่มการจัดสรร” ของสถาบันการเงินรายใหญ่นั้น บางทีหมายถึงการเพิ่มจาก 0% เป็น 1-2% เท่านั้น ไม่ใช่การทุ่มซื้อครั้งใหญ่แต่อย่างใด สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่าคือ เมื่อไหร่ที่เม็ดเงินเหล่านี้จะเริ่มไหลเข้าตลาดจริงๆ ผ่านช่องทางอย่าง ETP หรือกองทุนคริปโต และขนาดของเงินทุนที่เข้ามาจะมากพอที่จะขยับราคาได้หรือเปล่า ตอนนี้ยังเป็นแค่ “แผน” ที่พูดถึงในแบบสำรวจ ต้องรอดูการลงมือจริงอีกครั้ง
ภาพจาก AI
