สรุปข่าว
- ธนาคาร HSBC ประเมินว่าเฟดจะยุติการลดอัตราดอกเบี้ย และตรึงระดับไว้ที่ 3.50%-3.75% ยาว 2 ปี
- สาเหตุที่ทำให้เฟดไม่สามารถขยับดอกเบี้ยลงได้ มาจากแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่สงบ ราคาพลังงานที่ผันผวน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- มุมมองของ HSBC สอดคล้องกับเครื่องมือ CME FedWatch ที่ชี้ว่าโอกาสคงดอกเบี้ยในเดือนเมษายนมีสูงถึง 93.8%
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
HSBC ได้ออกมาปรับคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ โดยมองว่าเฟดได้เข้าสู่โหมด “รอดูสถานการณ์” อย่างเต็มตัว และจะทำการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ลากยาวไปตลอดทั้งปี 2026 และ 2027 ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหนีไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง
ธนาคารยักษ์ใหญ่ HSBC ได้เปิดเผยความคาดหวังของพวกเขาฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่โดยทางธนาคารมองว่า เฟด (Fed) จะไม่ทำการปรับอัตราดอกเบี้ยและปล่อยไว้เป็นแบบนี้เป็นเวลา 2 ปี
นักวิเคราะห์ของทางธนาคาร ให้ความเห็นว่าจากการประชุมครั้งล่าสุดของเฟด พวกเขาได้ใช้วิธีการ “รอดูสถานการณ์” ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ที่ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันของเงินเฟ้อ, ราคาพลังงาน และความขัดแย้งระดับมหภาคที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับโลกและการต้องตัดสินใจของทางเฟด
HSBC ยืนยันว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ภายในปัจจุบัน จะทำให้เฟดเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปตลอดทั้งปี 2026-2027 โดยเน้นย้ำอีกว่าความผันผวนของราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลทำให้เกิดความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างหนัก และทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ารุนแรง
ขณะเดียวกัน หากเทียบในมุมมองระยะสั้นความเห็นของนักวิเคราะห์ HSBC ได้สอดคล้องกับข้อมูลจากทาง CME Fedwatch ที่ระบุว่าเดือนเมษายน น่าจะยังไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยด้วยอัตราส่วนความเป็นไปได้ 93.8% ส่วนฝั่งที่เชื่อว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานมีอยู่ประมาณ 6.2%
ที่มา : Bitcoinsistemi
มุมมองผู้เขียน: หากมองที่สถานการณ์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว การประเมินของทาง HSBC ก็ถือว่าสมเหตุผล แต่บางทีการที่ Kevin Warsh ก้าวขึ้นมาเป็นประธานคนใหม่อาจส่งผลทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็ได้หากเขาเลือกที่จะยอมเอนเอียงรับฟังคำขอของทรัมป์
