bitkub-banner

วิกฤตสภาพคล่อง ! ยอดถือ Stablecoin ในเกาหลีใต้ดิ่งฮวบเหลือ 55% นักลงทุนแห่ขนเงินหนีซบตลาดหุ้น

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักลงทุนเกาหลีใต้กำลังเทขาย Stablecoin อย่างหนักหน่วง ส่งผลให้ยอดถือครองบน 5 กระดานเทรดยักษ์ใหญ่ ดิ่งลงกว่า 55%
  • สาเหตุหลักมาจาก “เงินวอนอ่อนค่ารุนแรง” แตะ 1,500 วอน/ดอลลาร์ ผนวกกับรัฐบาลออกนโยบายงดเว้นภาษี Capital Gains ดึงดูดให้นักลงทุนโยกเงินกลับประเทศ
  • สภาพคล่องมหาศาลไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกหมุนไปปั่นตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทิ้งให้ตลาดคริปโตขาดแรงซื้อจากฝั่งรายย่อยไปชั่วคราว

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish 

ข้อมูล On-Chain ชี้ชัดว่า ยอดถือครองเหรียญ Stablecoin ในเกาหลีใต้ร่วงลงอย่างหนักถึง 55% เพราะนักลงทุนรายย่อยแห่โยกเงินกลับไปลุยตลาดหุ้น KOSPI ในประเทศแทน ปรากฏการณ์นี้ถูกเร่งด้วยวิกฤตเงินวอนที่อ่อนค่าหนัก ผนวกกับนโยบายงดเว้นภาษีของรัฐบาล เม็ดเงินจึงไหลไปกระจุกในตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง

ตลาดคริปโตในเกาหลีใต้ต้องเผชิญวิกฤตสภาพคล่องครั้งใหญ่ นักลงทุนรายย่อยต่างพากันเทขาย Stablecoin และนำเงินกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่กำลังร้อนแรง ประกอบกับค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก และนโยบายภาษีของรัฐบาลที่เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการนำเงินกลับมาลงทุนในประทเศ

ข้อมูล On-chain จาก Allium Labs ชี้ชัดว่า ยอดถือครอง Stablecoin บน 5 กระดานเทรดชั้นนำอย่าง Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ GOPAX ดิ่งลงถึง 55% เม็ดเงินมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกโยกกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ที่กำลังพุ่งขึ้น 

เหตุการณ์นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดคริปโต เนื่องจากเม็ดเงินรายย่อยจากเกาหลีใต้คือ เชื้อเพลิงสำคัญที่คอยขับเคลื่อนรอบขาขึ้นของตลาดมาโดยตลอด

เบื้องหลังการเทขายครั้งประวัติศาสตร์เกิดจากสองแรงขับเคลื่อนหลัก ปัจจัยแรกคือ “วิกฤตเงินวอนอ่อนค่า” ที่ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนทะลุระดับ 1,500 วอน/ดอลลาร์ ซึ่งสาหัสที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 การเทขายสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์อย่าง USDT กลับเป็นเงินวอนในจังหวะนี้ จึงเป็นโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม 

ปัจจัยที่สองคือ “นโยบายรัฐบาล” ที่อัดฉีดแรงจูงใจด้วยการเปิดบัญชี Repatriation Account ยกเว้นภาษี Capital Gains สูงสุด 100% สำหรับการดึงเงินทุนกลับประเทศ สิทธิประโยชน์นี้เปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินออกจากโลกคริปโต ส่งตรงเข้าสู่บัญชีหุ้นเพื่อไล่ซื้อหุ้นในประเทศอย่างหนักหน่วง

เงินฝากในบัญชีหลักทรัพย์ลดลงจาก 131 ล้านล้านวอน เหลือ 112 ล้านล้านวอนในช่วงกลางเดือนมีนาคม สอดคล้องกับช่วงที่ยอด Stablecoin ร่วง สะท้อนว่าเม็ดเงินถูกนำไปซื้อหุ้นจริง ไม่ใช่แค่ถือเงินสดไว้เฉยๆ

ปลายทางของกระแสเงินนี้คือ ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI ที่พุ่งทะยานกว่า 75% ในปี 2025 และบวกต่อเนื่องอีก 37% ในปีนี้ โดยเม็ดเงินกระจุกตัวอย่างหนักในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix 

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นเกาหลีใต้พึ่งพาหุ้นเพียงแค่เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งแฝงไว้ความเปราะบางของตลาดเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อตลาดหุ้นเพิ่งเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่กดดันราคาพลังงานโลก

การสูญเสียสภาพคล่องครั้งนี้ไม่ใช่การที่นักลงทุนหันหลังให้คริปโตถาวร แต่เป็นเพียงวัฏจักรการหมุนเวียนเงินทุน เม็ดเงินรายย่อยเกาหลีใต้ที่คุ้นชินกับการทำกำไรบนความผันผวนสูงพร้อมที่จะกลับมาเสมอ


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่นักลงทุนคริปโตควรจับตามองคือ สัญญาณชะลอตัวของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทันทีที่ดัชนี KOSPI เริ่มสะดุด หมดแรงส่ง หรือค่าเงินวอนเริ่มกลับมาทรงตัว สภาพคล่องระดับหมื่นล้านดอลลาร์นี้ อาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดคริปโตอีกครั้ง

ที่มา:coindesk