สรุปข่าว
- อิหร่านระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตุรกีทั้งหมด หลังจากอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ในจังหวัด Bushehr เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569
- ตุรกีพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอิหร่านราว 14% ของการนำเข้าทั้งหมดในปีที่แล้ว และการหยุดส่งครั้งนี้กระทบกำลังการผลิตก๊าซของอิหร่านประมาณ 12% จากทั้งประเทศ
- ความตึงเครียดลุกลามเพิ่มขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งสูงถึง 35% และราคาน้ำมันขยับขึ้น 10%
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันหนีสินทรัพย์เสี่ยง แม้ตลาดคริปโตจะยังไม่ขยับมากในขณะนี้ แต่การบานปลายของความขัดแย้งในระดับนี้อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป
อิหร่านประกาศระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตุรกีทั้งหมด หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในจังหวัด Bushehr ทางตอนใต้ของอิหร่าน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยข้อมูลนี้ถูกรายงานออกมาในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ตามรายงานจาก Bull Theory อ้างอิง Bloomberg ในปีที่แล้ว ตุรกีนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของการนำเข้าทั้งหมด การหยุดส่งครั้งนี้จึงสร้างความกังวลอย่างมากต่อความมั่นคงด้านพลังงานของตุรกี โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าจะยุติ
South Pars เสียหายหนัก กระทบก๊าซอิหร่านกว่า 12%
แหล่งก๊าซ South Pars เป็นแหล่งก๊าซที่ใช้ร่วมกันระหว่างอิหร่านและกาตาร์ และถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก การโจมตีของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่ทั้งแหล่งก๊าซและโรงงานแปรรูปก๊าซบนฝั่งในเขต Asaluyeh ผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่าความเสียหายส่งผลให้สูญเสียกำลังการผลิตไปประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นราว 14% ของกำลังผลิตรวมของ South Pars และกระทบต่อการผลิตก๊าซทั้งประเทศของอิหร่านราว 12%
สื่อของรัฐอิหร่านระบุว่าการโจมตีครั้งนี้มีทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ฝ่ายทหารอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซของอิหร่านโดยตรง ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับรู้แผนการโจมตีล่วงหน้า และระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่ดำเนินการโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านเพิ่มเติม
ไฟลามทุ่ง อิหร่านโต้ตอบโจมตีพลังงานทั่วอ่าวเปอร์เซีย
อิหร่านไม่ได้หยุดแค่การระงับส่งออกก๊าซให้ตุรกี แต่ยังตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียหลายแห่งพร้อมกัน ได้แก่ โรงงาน LNG Ras Laffan ของกาตาร์ โรงกลั่นน้ำมัน Mina al-Ahmadi ของคูเวต แหล่งก๊าซ Al Hosn และแหล่งน้ำมัน Bab ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงโรงกลั่น SAMREF และนิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย การโจมตีโรงงาน LNG ของกาตาร์เพียงแห่งเดียวส่งผลให้กำลังการส่งออก LNG ของกาตาร์ลดลงถึง 17%
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นสูงถึง 35% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม ตุรกีมีแหล่งนำเข้าก๊าซสำรองจากรัสเซียและอาเซอร์ไบจาน รวมถึงได้ลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG และสำรองก๊าซไว้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยรองรับแรงกระแทกในระยะสั้นได้บ้าง
ตะวันออกกลางร้อนระอุมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหลายชิ้น ทั้ง อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ เมื่อต้นเดือนมีนาคม และ การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตที่ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง อิสราเอลเคยโจมตีแหล่งเชื้อเพลิงของอิหร่านในกรุงเตหะรานและเมือง Karaj มาแล้วเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะยกระดับมาโจมตี South Pars สัญญาส่งก๊าซระหว่างอิหร่านและตุรกียังมีกำหนดหมดอายุในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ดี ทำให้การหยุดส่งก๊าซครั้งนี้ยิ่งสร้างความไม่แน่นอนสูงขึ้นไปอีก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์นี้คือการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปอีกขั้นที่น่ากังวลมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของอิหร่านกับอิสราเอลอีกต่อไป แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างพลังงานของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย ซึ่งล้วนเป็นกระดูกสันหลังของอุปทานพลังงานโลก สิ่งที่น่าจับตาในระยะถัดไปคือตุรกีจะรับมืออย่างไรกับการขาดแคลนก๊าซในช่วงสั้น และประชาคมโลกจะกดดันให้เกิดการหยุดยิงได้เร็วแค่ไหน เพราะยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ตลาดพลังงานโลกก็จะยิ่งผันผวนหนัก และสุดท้ายก็จะกระทบบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เครดิตภาพจาก @WarSphere_Media
