bitkub-banner

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน เหลือน้ำมันสำรองแค่ 45 วัน เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลงนามประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติของฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 หลังวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง
  • ฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียกว่า 95-98% และขณะนี้มีน้ำมันสำรองเหลือเพียงประมาณ 45 วันเท่านั้น หลังซาอุดีอาระเบียลดการจัดสรรน้ำมันให้ประเทศในเอเชียถึง 38.6%
  • รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันเพิ่มอีก 1 ล้านบาร์เรลจากแหล่งอื่นนอกอ่าวเปอร์เซีย และออกมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่งสาธารณะเพื่อรับมือวิกฤต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามอิหร่านกำลังลุกลามในวงกว้างขึ้น ซึ่งเพิ่มความกังวลให้นักลงทุนทั่วโลกและกดดันให้เกิดการหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง สถานการณ์นี้อาจส่งผลลบต่อตลาดทุนและตลาดคริปโตในระยะสั้น

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับที่ 110 ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ” เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงอันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 และอิหร่านตอบโต้ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก รัฐมนตรีพลังงานฟิลิปปินส์ ชารอน การิน เปิดเผยว่าขณะนี้ประเทศมีน้ำมันสำรองเหลือเพียงประมาณ 45 วันเท่านั้น

ฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 98% ทำให้ระสำตามวิกฤตทันที

ปัญหาของฟิลิปปินส์รุนแรงเป็นพิเศษเนื่องจากประเทศพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึง 95-98% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ปริมาณน้ำมันที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงเหลือไม่ถึง 10% ของระดับก่อนสงคราม โดยปกติแล้วช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น ซาอุดีอาระเบียผ่านบริษัท Saudi Aramco ยังลดการจัดสรรน้ำมันให้กับประเทศในเอเชียลงถึง 38.6% ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้แมนิลาประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก

ภายใต้ภาวะฉุกเฉินดังกล่าว รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดตัวแผนรับมือที่รู้จักกันในชื่อ UPLIFT (Unified Package for Livelihoods, Industry, Food, and Transport) ซึ่งประกอบด้วยมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ขับขี่รถขนส่งสาธารณะ การเข้มงวดตรวจสอบเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า และการเร่งอนุมัติโครงการพลังงานต่างๆ รัฐบาลยังเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพิ่มอีก 1 ล้านบาร์เรลจากแหล่งทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างคลังสำรองฉุกเฉิน

สัญญาณเตือนที่ลุกลามทั่วอาเซียน

วิกฤตพลังงานของฟิลิปปินส์ไม่ใช่กรณีเดียวที่น่ากังวลในภูมิภาคอาเซียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเผชิญความเสี่ยงในทำนองเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ยังส่งผลให้อิหร่านระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตุรกีหลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars อีกด้วย โดย Siam Blockchain ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านหยุดส่งออกก๊าซให้ตุรกีหลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งกระทบต่อ 14% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ตุรกีใช้

สำหรับไทย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า เรือไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จผ่านการทูตกับอิหร่านและโอมาน แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ อิหร่านอนุญาตให้เพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยระงับการผ่านของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันทางเลือก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ฟิลิปปินส์ครั้งนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศเดียว แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกกำลังเจ็บปวดจริงๆ จากสงครามที่ยังไม่จบ ที่น่ากังวลคือฟิลิปปินส์มีน้ำมันสำรองแค่ 45 วัน ถ้าหาแหล่งนำเข้าใหม่ไม่ได้เร็วพอหรือสงครามยืดเยื้อออกไป ผลกระทบต่อประชาชนในแง่ราคาพลังงานและค่าครองชีพจะหนักมาก สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไปคือประเทศอื่นในอาเซียนที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสูงจะออกมาตรการฉุกเฉินตามฟิลิปปินส์หรือไม่ และสงครามจะคลี่คลายเร็วแค่ไหน เพราะทุกสัปดาห์ที่ผ่านไปคือน้ำมันสำรองที่ลดลงและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นสำหรับทุกประเทศในภูมิภาค

เครดิตภาพจาก @JamesMelville