สรุปข่าว
- ราคาร่วงฉับพลัน: สัญญาโลหะเงินดิ่งลง 6.5% แตะระดับ 2,376 บาท ($67.90) ต่อออนซ์ ทิ้งห่างจากจุดสูงสุดเดิมที่ 2,520 บาท ($72)
- กลไกออปชัน COMEX: ความผันผวนเกิดขึ้นก่อนวันหมดอายุสัญญาออปชัน ซึ่งเป็นช่วงที่สถาบันการเงินมักจะปรับพอร์ตและย้ายสถานะสัญญา
- ปัจจัยกดดันซ้อนทับ: ตลาดยังคงมีความกังวลเรื่องการปั่นราคาในอดีต ผนวกกับแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ถูกเทขาย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
ช่วงก่อนและหลังวันหมดอายุสัญญาออปชัน (Options Expiration) ตลาดโลหะมีค่ามักจะเผชิญกับความผันผวนที่ผิดธรรมชาติจากแรงกดดันของการชำระราคา เมื่อประกอบกับบอนด์ยีลด์ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง โลหะเงินอาจเผชิญแรงขายทำกำไรต่อไปในระยะสั้น จนกว่าสัญญาชุดใหม่จะเริ่มตั้งฐานราคาได้อย่างมั่นคง
บัญชีรายงานความเคลื่อนไหวของตลาดโภคภัณฑ์ SilverTrade (@silvertrade) ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแร่เงิน (Silver Futures) ปรับตัวลดลงอย่างฉับพลันถึง 6.5% โดยร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 67.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 2,376 บาท) ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แรงเทขายก่อนวันหมดอายุสัญญาออปชัน
การร่วงลงของราคาแร่เงินในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับตัวอย่างรวดเร็วจากจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 2,520 บาท) โดยช่วงเวลาของการเทขายเกิดขึ้นก่อนกำหนดการหมดอายุของสัญญาออปชันแร่เงินบนกระดาน COMEX ในวันที่ 27 มีนาคม ซึ่งในอดีต ช่วงเวลาดังกล่าวมักจะมีความผันผวนสูง เนื่องจากนักลงทุนสถาบันจะทำการปิดสถานะเดิมหรือย้ายสถานะการลงทุน (Roll over positions) ไปยังสัญญาเดือนถัดไป
ประเด็นความโปร่งใสและบทเรียนในอดีต
แม้การปรับตัวลงอาจเป็นผลจากกลไกตลาดปกติ แต่นักลงทุนในชุมชนต่างแสดงความกังขาและยกประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยอ้างอิงถึงรายงานของคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ที่มักพบความเสี่ยงของการส่งคำสั่งซื้อขายหลอก (Spoofing) ในตลาดโลหะมีค่า นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกคดีในอดีตที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan เคยถูกปรับเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) จากข้อหาปั่นราคาตลาดโลหะมีค่ามาเป็นเครื่องเตือนใจ
ปัจจัยกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ในภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาค การร่วงลงของราคาแร่เงินในครั้งนี้มีความสอดคล้องกับทิศทางการถูกเทขายของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (Broader commodity sell-offs) ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Yields) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล
แหล่งอ้างอิง: @silvertrade
ผู้เขียนมองว่าปรากฏการณ์ “ทุบราคาก่อนวันหมดอายุออปชัน” เป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดโลหะมีค่าคุ้นเคยกันดี การร่วงลงมาที่ระดับ 2,376 บาทต่อออนซ์ในครั้งนี้ แม้จะดูรุนแรงถึง 6.5% แต่ส่วนหนึ่งเป็นกลไกการปรับสมดุลของนักลงทุนสถาบัน (Rollover) ประกอบกับปัจจัยมหภาคอย่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่เข้ามากดดัน สำหรับนักลงทุนรายย่อย การหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะที่มีเลเวอเรจสูงในช่วงสัปดาห์ที่ออปชันหมดอายุ ถือเป็นกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ปลอดภัยที่สุด
