สรุปข่าว
- Bitcoin กำลังจะปิดแท่งรายเดือนเป็นติดลบติดต่อกัน 6 เดือน ซึ่งจะเท่ากับสถิติการติดลบยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครั้งล่าสุดเกิดช่วง สิงหาคม 2014 – มกราคม 2015
- จุดที่น่าสนใจคือ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ราคา BTC ได้ฟื้นตัวแรงกว่า 300% ภายใน 5 เดือน — จากประมาณ $170 ในเดือนมกราคม 2015 ไป $500 ในเดือนกรกฎาคม 2015 สะท้อนว่าแม้บรรยากาศตลาดจะดูแย่ที่สุด แต่ในอดีตมักเป็นช่วงก่อนการฟื้นตัวครั้งใหญ่
- ปัจจุบัน BTC ปรับตัวลงจาก ATH ที่ $126K ลงมาที่ $66K ใน 6 เดือนท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เจ้ามือยังช้อน Bitcoin กว่า 91,000 BTC ในช่วงนี้ และมีอุปทานบนกระดานเทรดต่ำสุดในรอบ 7 ปี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การติดลบต่อเนื่อง 6 เดือนทำให้แรงขายจากผู้เล่นระยะสั้นถูก “ล้างออก” ไปเกือบหมด ขณะที่ในอดีตมักเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวครั้งใหญ่ เมื่อรวมกับแรงสะสมจากเจ้ามือและสถาบัน รวมถึงอุปทานในตลาดที่ลดลง จึงทำให้โครงสร้างตลาดเริ่มเอื้อต่อการเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่
6 เดือนลบติด แม้ฟังดูน่ากังวล แต่ในเชิงสถิติกลับอาจเป็นสัญญาณบวก โดยอ้างอิงจาก Jeremy ที่ระบุว่า ปัจจุบัน Bitcoin กำลังจะปิดแท่งแดงต่อเนื่อง 6 เดือน ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ และครั้งนั้นตามมาด้วยการปรับขึ้นกว่า 300% ภายในไม่กี่เดือน
ทุกครั้งที่ “ลงลึก” มักตามด้วยการเด้งแรง
ครั้งแรกในช่วงปี 2014 ถึง 2015 Bitcoin ปิดแท่งเดือนติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน ตั้งแต่สิงหาคม 2014 ถึงมกราคม 2015 โดยราคาร่วงจากประมาณ 590 ดอลลาร์ลงไปที่ราว 170 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 71% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 300% ภายในเวลา 5 เดือน และเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 20,000 ดอลลาร์ในปี 2017
สำหรับรอบปัจจุบันในช่วงปี 2025 ถึง 2026 Bitcoin กำลังจะปิดแท่งเดือนติดลบ 6 เดือนเช่นกัน ตั้งแต่ตุลาคม 2025 ถึงมีนาคม 2026 โดยราคาปรับตัวลงจาก 126,000 ดอลลาร์มาอยู่แถวประมาณ 69,000 ดอลลาร์ หรือลดลงราว 45% ซึ่งหากอ้างอิงรูปแบบในอดีต การฟื้นตัวในระดับใกล้เคียง 300% อาจพาราคาไปอยู่บริเวณประมาณ 276,000 ดอลลาร์ภายในช่วงกลางปี 2026
อย่างไรก็ตาม อดีตไม่ได้เป็นตัวรับประกันอนาคต แต่สิ่งที่เห็นซ้ำในทุกวัฏจักรคือช่วงที่ความเชื่อมั่นในตลาดอยู่ในระดับต่ำที่สุด มักเป็นจังหวะที่เจ้ามือและนักลงทุนรายใหญ่เริ่มสะสม ก่อนนำไปสู่การปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ในรอบถัดไป
ทำไม 6 เดือนลบถึงอาจเป็น “สัญญาณบวก”?
- แรงขายอ่อนลง: หลังจากราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง ผู้เล่นระยะสั้นที่รับความผันผวนไม่ไหวได้ทยอยขายออกจากตลาดไปแล้ว เหลือแต่ผู้ถือระยะยาวที่มีความเชื่อมั่นสูง ส่งผลให้แรงขายโดยรวมเริ่มลดลงอย่างชัดเจน
- การกลับสู่ค่าเฉลี่ย: การร่วงลงต่อเนื่องทำให้ราคาห่างจากระดับปกติมากเกินไป เมื่อถึงจุดหนึ่งราคามักดีดกลับเพื่อปรับเข้าสู่สมดุล และการฟื้นตัวลักษณะนี้มักเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว
- Sentiment ต่ำสุด: ดัชนี Fear & Greed อยู่ในโซนความกลัวขั้นสุดเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดกลับตัวในระยะสั้นถึงกลาง
แต่รอบนี้มี “ตัวแปรใหม่”
ด้านบวก: โครงสร้างตลาดแข็งแรงขึ้นมาก ทั้งจากการมีกองทัน Bitcoin ETF การเข้ามาของนักลงทุนสถาบัน รวมถึงการเติบโตของ Stablecoins และสินทรัพย์บนบล็อกเชน ทำให้หากเข้าสู่ขาขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลเข้าได้เร็วและแรงกว่ารอบก่อน
ด้านลบ: ปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังคงกดดัน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และนโยบายการเงินที่ยังเข้มงวด ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของตลาดช้าลง หรือจำเป็นต้องรอปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาเพิ่มเติม
ผู้เขียนมองว่า การติดลบต่อเนื่อง 6 เดือนถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของตลาด แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าราคาจะพุ่งเหมือนในอดีต แต่ในทุกวัฏจักรที่ผ่านมา ช่วงที่ตลาดอ่อนแอที่สุดมักเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่
เมื่อรวมกับข้อมูล On-chain ที่สะท้อนการสะสมของผู้ถือรายใหญ่ ปริมาณเหรียญบนกระดานเทรดที่ลดลง และความต้องการจากสถาบันที่ยังแข็งแรง ภาพรวมจึงยังคงเป็นลักษณะ “พื้นฐานดี แต่ราคายังไม่วิ่ง”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
