สรุปข่าว
- ETF Opportunities Trust ยื่นหนังสือชี้ชวน (prospectus) ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2569 เพื่อจดทะเบียน T-Strive Digital Credit ETF (ticker: DGCR) โดยมี Strive Asset Management เป็นผู้บริหารกองทุนย่อย
- กองทุนนี้จะลงทุนหลักใน หุ้นบุริมสิทธิ์แบบ Preferred Equity ที่ออกโดยบริษัทที่มี Bitcoin เป็นทรัพย์สินหลัก (Bitcoin Treasury Companies) โดยเน้นที่หุ้น STRC ของ Strategy Inc. และหุ้น SATA ของ Strive, Inc. เป็นหลัก
- คำขอจดทะเบียนยังไม่มีผลบังคับ ต้องรอการอนุมัติจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ก่อนที่กองทุนจะสามารถเปิดขายหน่วยได้จริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การจดทะเบียน ETF ที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ Bitcoin Treasury โดยตรงเป็นสัญญาณของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เติบโตขึ้น แม้จะไม่มีผลกระทบต่อราคาทันที แต่สะท้อนถึงความสนใจของสถาบันที่เพิ่มขึ้นในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ซึ่งเป็นบวกในระยะยาวต่อตลาดคริปโตโดยรวม
เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2569 ETF Opportunities Trust ได้ยื่นหนังสือชี้ชวน (prospectus) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อขอจดทะเบียนกองทุน ETF ใหม่ในชื่อ T-Strive Digital Credit ETF ภายใต้ ticker สัญลักษณ์ DGCR ตามรายงานจาก CoinDesk โดย Strive Asset Management LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Strive, Inc. (NASDAQ: ASST) ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุนย่อย (sub-adviser) กองทุนนี้เป็น ETF ที่บริหารจัดการแบบ active management มุ่งเน้นสร้างรายได้จากการลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ออกโดยบริษัทที่มี Bitcoin เป็นทรัพย์สินหลัก อย่างไรก็ตาม คำขอจดทะเบียนยังไม่มีผลบังคับในขณะนี้ ซึ่งหมายความว่ายังไม่สามารถเปิดขายหน่วยลงทุนได้จนกว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะอนุมัติ
กองทุน DGCR จะลงทุนในอะไร
แผนลงทุนหลักของ T-Strive Digital Credit ETF คือการสร้างรายได้จากหุ้นบุริมสิทธิ์ (preferred equity securities) ที่ออกโดยบริษัทที่ใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรองหลัก ซึ่ง Strive เรียกว่า “Digital Credit Preferred Securities” รวมถึงการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้วย กองทุนคาดว่าจะเน้นลงทุนหลักในสองหุ้นหลัก ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิ์แบบอัตราดอกเบี้ยผันแปร Series A ของ Strategy Inc. (STRC) และหุ้นบุริมสิทธิ์ Series A ของ Strive, Inc. เอง (SATA) นอกจากนี้กองทุนยังอาจใช้การกู้ยืม (leverage) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ด้วย
น่าสังเกตว่าแม้ CoinDesk จะรายงานว่ากองทุนมุ่งเน้น “ตราสารหนี้” (debt instruments) แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ โดยตรง พบว่ากลยุทธ์หลักระบุชัดว่าเป็นการลงทุนใน “หุ้นบุริมสิทธิ์” และ “ธุรกรรมอนุพันธ์” ซึ่งมีความแตกต่างจากตราสารหนี้ทั่วไปในแง่ของลำดับสิทธิ์และลักษณะการจ่ายผลตอบแทน
Strive กับการขยายตัวในระบบนิเวศ Bitcoin
Strive Asset Management จดทะเบียนกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ มาตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2565 และปัจจุบันบริหารสินทรัพย์รวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ผ่านกองทุน ETF จำนวน 13 กองทุน พร้อมกับแพลตฟอร์ม direct indexing บริษัทมีพันธกิจที่ชัดเจนในการเพิ่ม Bitcoin ให้ได้มากที่สุดสำหรับนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับการยื่นขอจดทะเบียนกองทุนใหม่ครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ Strive, Inc. ได้เสร็จสิ้นการซื้อกิจการ Semler Scientific ในวันที่ 16 ม.ค. 2569 ซึ่งทำให้ Strive กลายเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin รายใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยถือครองประมาณ 12,797.9 BTC ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานถึง การเคลื่อนไหวของ Strive ในการสะสม Bitcoin แบบ Michael Saylor รวมถึงการเล็งซื้อสิทธิ์ Mt. Gox สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศรอบ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือหุ้น Strive, Inc. (ASST) ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 92% ในรอบปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ $9.86 ณ วันที่ 30 มี.ค. 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะออกมาในอนาคต
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการยื่น ETF ครั้งนี้ของ Strive เป็นเรื่องน่าสนใจในแง่ของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพราะถ้ามองดูตลาด ETF คริปโตในสหรัฐฯ ตอนนี้ มีผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนใน Bitcoin โดยตรงอยู่แล้ว แต่กองทุนที่ลงทุนใน preferred equity ของบริษัทที่ถือ Bitcoin ยังเป็นเรื่องใหม่มาก จุดที่ต้องจับตาคือ SEC จะอนุมัติหรือไม่ และถ้าอนุมัติ จะมีนักลงทุนสนใจแค่ไหน เพราะโครงสร้างกองทุนค่อนข้างซับซ้อน ไม่ใช่แค่ถือ Bitcoin โดยตรง แต่ถือผ่านหุ้น preferred ของบริษัทอีกที ซึ่งมีความเสี่ยงชั้นที่สองเพิ่มเข้ามา นอกจากนี้ การที่หุ้น ASST ร่วงหนักถึง 92% ในรอบปีก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจลงทุนในผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่เชื่อมกับ Strive ครับ
ภาพจาก AI
