สรุปข่าว
- Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance มั่นใจว่า อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจะสามารถปรับตัวผ่านยุคควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปได้ด้วยการอัปเกรดระบบเข้ารหัส แต่ยอมรับว่า กระบวนการในเครือข่ายกระจายศูนย์อาจเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การแยกตัวของบล็อกเชน
- ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ Bitcoin จำนวนกว่า 1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto ที่นิ่งสงบมานานหลายสิบปี ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักของแฮ็กเกอร์ในอนาคต หากไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่ออัปเกรดระบบป้องกัน
- งานวิจัยล่าสุดจาก Google และ Caltech ชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามจากควอนตัมใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยอาจใช้ทรัพยากรเพียง 10,000 คิวบิตในการเจาะระบบเข้ารหัส ซึ่งต่ำกว่าการประเมินในอดีตอย่างมหาศาล
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ว่ามุมมองของ CZ จะแสดงถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวต่อเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่การระบุถึงความเสี่ยงของเหรียญ Bitcoin จำนวนมหาศาลของผู้สร้าง Bitcoin อาจสร้างความกังวลในเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์เพื่อการสะสมระยะยาว แต่ตลาดในปัจจุบันยังคงมองว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงทฤษฎีที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี
เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา Changpeng Zhao (CZ) ได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เพื่อแชร์มุมมองเกี่ยวกับอนาคตของโลกคริปโต ท่ามกลางการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของคอมพิวเตอร์ควอนตัม
ในทางทฤษฎีแล้ว CZ มองว่า ทางออกของประเด็นนี้คือการอัปเกรดไปใช้ระบบเข้ารหัสแบบต้านทานควอนตัม แต่ในโลกความเป็นจริงการดำเนินการในเครือข่ายกระจายศูนย์นั้นซับซ้อนกว่ามาก
CZ ยอมรับว่า การตกลงเลือกอัลกอริทึมที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การถกเถียงที่ไม่สิ้นสุด และความเห็นที่ไม่ตรงกันของคนในชุมชนอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดการฟอร์กหรือแยกตัวของบล็อกเชนบางเครือข่ายได้
ชะตากรรม Bitcoin 1 ล้านเหรียญของ Satoshi
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ เรื่องของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ที่ถูกคาดการณ์ว่า ถือครองเหรียญ Bitcoin อยู่มากกว่า 1 ล้าน BTC ซึ่งไม่เคยถูกขยับเขยื้อนเลยมานานหลายทศวรรษ
CZ ชี้ให้เห็นว่า หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาไปจนถึงจุดที่สามารถเจาะระบบเข้ารหัสแบบเก่าได้ เหรียญที่อยู่นิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดอ่อนอย่างร้ายแรง ซึ่งชุมชน Bitcoin ในอนาคตอาจต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการสั่งล็อกบัญชีเหล่านั้นถาวรหรือแม้กระทั่งการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) เพื่อป้องกันไม่ให้แฮ็กเกอร์เข้าควบคุมและนำมาทุบตลาด
ซึ่ง CZ ก็เตือนว่า การระบุที่อยู่กระเป๋าเงินของ Satoshi ให้แม่นยำนั้นทำได้ยาก และอาจสร้างความสับสนกับกลุ่มนักขุดยุคแรกคนอื่นๆ
ภัยควอนตัมใกล้ตัวกว่าเดิม ด้วยงานวิจัยใหม่
ความกังวลของ CZ สอดคล้องกับรายงานการค้นพบใหม่จาก Google Quantum AI ที่ระบุว่า การเจาะระบบเข้ารหัสแบบเดิมอาจใช้ทรัพยากรน้อยกว่าที่ประเมินไว้
โดยข้อมูลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือ Caltech และ Oratomic ระบุว่า Shor’s algorithm สามารถทำงานเพื่อแฮ็กคริปโตได้โดยใช้เพียง 10,000 คิวบิตเท่านั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมมาก
ความก้าวหน้านี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มกลับมาทบทวนกำหนดการ Q-Day หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเอาชนะระบบเข้ารหัสปัจจุบันได้จริง
Satoshi เคยเตือนไว้ตั้งแต่ปี 2010
สิ่งที่น่าสนใจคือ Satoshi Nakamoto เองก็เคยกล่าวถึงภัยคุกคามต่อระบบลายเซ็นดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้สร้าง Bitcoin ตระหนักถึงปัญหานี้มาตั้งแต่เริ่มต้นวางรากฐานระบบ
CZ สรุปว่า คริปโตโดยรวมจะสามารถเอาตัวรอดได้ ผ่านการอัปเกรดซอฟต์แวร์ แต่เหรียญที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานาน และเจ้าของไม่สามารถเข้าถึงเพื่ออัปเกรดระบบป้องกันได้ทันเวลา จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ชุมชนต้องร่วมกันหาทางออกก่อนที่เทคโนโลยีควอนตัมจะพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุด
ที่มา : beincrypto
มุมมองผู้เขียน : CZ กำลังชี้ให้เห็นถึง ระเบิดเวลา ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งการที่เหรียญ Bitcoin 1 ล้าน BTC ไม่ขยับเลย อาจจะเป็นเรื่องดีในแง่ของการจำกัดอุปทานในปัจจุบัน แต่ในยุคควอนตัม มันคือเป้าหมายขนาดใหญ่ที่แฮ็กเกอร์ทั่วโลกจ้องจะขโมย
