สรุปข่าว
- Satoshi ผู้สร้าง Bitcoin คาดการณ์ถึงภัยคุกคามจาก “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ไว้ตั้งแต่ปี 2010
- หากเทคโนโลยีควอนตัมไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เครือข่ายสามารถอัปเกรดอัลกอริทึมได้ โดยผู้ใช้งานแค่ทำธุรกรรม “โอน BTC หาตัวเอง” ด้วยระบบลายเซ็นชุดใหม่ เงินก็จะปลอดภัย
- Laszlo ชี้ว่า Bitcoin ใช้ระบบเข้ารหัสมาตรฐานเดียวกับอินเทอร์เน็ตโลก หากควอนตัมเจาะได้ ระบบธนาคารและเว็บไซต์ (HTTPS) ทั่วโลกจะพินาศก่อน Bitcoin
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Satoshi ได้คาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ไว้ตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว โดยเตรียมแผนรับมือด้วยการอัปเกรดเครือข่าย Bitcoin ส่วนผู้ใช้งานแค่ทำธุรกรรมโอนเหรียญเข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อรับลายเซ็นดิจิทัลใหม่ที่กันควอนตัมได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเข้ารหัสที่บิตคอยน์ใช้ก็เป็นมาตรฐานเดียวกับอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ดังนั้นถ้าควอนตัมแฮกได้จริง ระบบธนาคารและเว็บไซต์ทั้งโลกคงพังพินาศไปก่อนแล้ว BTC จึงเป็นตัวเลือกท้ายๆ ที่เราต้องมานั่งกังวล
ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังแตกตื่นกับข่าวงานวิจัยล่าสุดจาก Google ที่ระบุว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจมีศักยภาพในการเจาะระบบเข้ารหัสของ Bitcoin ได้เร็วกว่าที่คิดจนเกิดกระแสความกังวลว่านี่อาจเป็นจุดจบของคริปโต
แต่ช้าก่อนล่าสุดมีการขุดกระทู้ประวัติศาสตร์จากเว็บบอร์ด Bitcointalk เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2010 ขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้างได้ล่วงรู้ความเสี่ยงนี้และเตรียมแผนเอาตัวรอดไว้ให้พวกเราตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว ตอกย้ำว่า Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่นและอัปเกรดได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น
Satoshi เผยแผนรับมือควอนตัม: แค่อัปเกรดแล้วโอนซ้ำ
Satoshi ระบุว่า หากเทคโนโลยีควอนตัมโผล่มาแบบกะทันหัน นั่นอาจเป็นปัญหา แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีระดับนี้ต้องใช้เวลาพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งช่องว่างเวลานี้เปิดโอกาสให้เครือข่ายสามารถหาวิธีรับมือได้ ด้วยการเตรียมเปลี่ยนไปใช้ “อัลกอริทึมลายเซ็นดิจิทัลที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
สำหรับวิธีการรับมือของผู้ใช้งานทั่วไปก็ออกแบบมาได้เรียบง่ายมาก เมื่อซอฟต์แวร์ส่วนกลางอัปเกรดเสร็จสมบูรณ์ ผู้ถือ Bitcoin เพียงแค่ทำธุรกรรมส่งเหรียญเข้ากระเป๋าตัวเองอีกครั้ง ระบบก็จะทำการประทับลายเซ็นดิจิทัลชุดใหม่ที่ต้านทานควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้ทันทีเท่านี้สินทรัพย์ของคุณก็จะปลอดภัย
ในกระทู้เดียวกัน Laszlo Hanyecz ตำนานผู้บุกเบิกการซื้อพิซซ่าด้วย Bitcoin ได้เข้ามาเสริมประเด็นเชิงเทคนิคไว้ว่า ซอฟต์แวร์บนอินเทอร์เน็ตแทบทั้งหมด รวมถึง Bitcoin ล้วนพึ่งพาการเข้ารหัสแบบ Trapdoor function
โดยเขายกตัวอย่างว่า คุณสามารถเอาตัวเลข 2 ตัวมาคูณกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณมีแค่ “ผลลัพธ์” การจะหาให้ได้ว่า “ตัวประกอบ 2 ตัวแรกคืออะไร” นั้นยากมาก วิธีเดียวในปัจจุบันคือ ต้องลองสุ่มเดาตัวเลขไปเรื่อยๆ ทุกตัว
ส่วนระบบ Hashing แม้จะทำงานแตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่ก็ใช้แนวคิดเดียวกัน นั่นหมายความว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแปลงค่าแฮชย้อนกลับเพื่อดูว่า ข้อมูลต้นทางคืออะไร คุณทำได้แค่เพียงลองสุ่มอินพุตทั้งหมดมาเทียบกับค่าแฮชที่มีเท่านั้น
ประเด็นสำคัญที่ Laszlo ชี้ให้เห็นคือ Bitcoin ไม่ได้คิดค้นการเข้ารหัสพวกนี้ขึ้นมาใหม่ แต่เลือกใช้ประโยชน์จากวิธีมาตรฐานที่ซอฟต์แวร์อื่นๆ ทั่วโลกยอมรับและใช้งานมาอย่างยาวนาน
หากวันหนึ่งมีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เก่งพอจะถอดรหัสนี้ได้จริง แฮกเกอร์ย่อมเลือกไปเจาะระบบธนาคารโลก ข้อมูลลับระดับประเทศ หรือระบบ HTTPS ก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้น Bitcoin คงจะกลายเป็นเป้าหมายท้ายๆ ที่ประชากรโลกจะต้องมานั่งกังวล
มุมมองผู้เขียน: ควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นความเสี่ยงทางเทคโนโลยีของ Bitcoin ที่มีอยู่จริงในอนาคต แต่มันไม่ใช่หายนะที่จะทำให้ Bitcoin มีมูลค่าเหลือ 0 วันพรุ่งนี้ เพราะหัวใจสำคัญของเครือข่ายคือ การเป็นซอฟต์แวร์ที่มีกลไกการปรับตัวและอัปเกรดตัวเองได้ผ่านฉันทามติของนักพัฒนาและผู้ใช้งาน
