สรุปข่าว
- สำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์รองรับกองทุนรวมที่ออกหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคน (Tokenized Fund) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569
- จุดสำคัญคือการยกเว้นรอบการประมวลผล T+1 สำหรับกองทุนโทเคน ทำให้สามารถออกและไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้แบบเรียลไทม์ พร้อมนิยาม “กองทุนโทเคน” อย่างเป็นทางการในเชิงกฎหมาย
- การปรับปรุงครั้งนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 2571 และแผนพัฒนา Digital Securities Ecosystem โดยสามารถดำเนินการได้ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์จะผ่านรัฐสภา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ ก.ล.ต. ออกกฎรองรับกองทุนโทเคนอย่างเป็นทางการเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เพราะเปิดทางให้บริษัทจัดการกองทุนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์บนบล็อกเชนได้จริง ความชัดเจนของกฎหมายในลักษณะนี้มักดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนสถาบันเข้าสู่ระบบมากขึ้น
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ออกในรูปแบบโทเคน หรือที่เรียกว่า Tokenized Fund โดยกฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 แล้ว ตามรายงานจาก ก.ล.ต. การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวก และลดระยะเวลาในการออกและไถ่ถอนหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลไทยมาโดยตลอด
นิยาม “กองทุนโทเคน” และการยกเว้นรอบ T+1
หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ได้กำหนดนิยาม “กองทุนโทเคน” อย่างเป็นทางการว่าหมายถึงกองทุนรวมที่ออกหน่วยลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนในรูปแบบโทเคน โดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือเทคโนโลยีที่คล้ายกันบนเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้หน่วยลงทุนดังกล่าวต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับการเสนอขายหลักทรัพย์และหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
จุดสำคัญที่สุดของการปรับปรุงครั้งนี้คือการยกเว้นรอบการประมวลผลแบบ T+1 (การดำเนินการภายใน 1 วันทำการ) สำหรับกองทุนโทเคนโดยเฉพาะ เปิดทางให้สามารถออกและยกเลิกหน่วยลงทุนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคเดิมที่ขัดขวางการนำโทเคนมาใช้กับกองทุนรวมไทย เนื่องจากความสามารถในการทำธุรกรรมแบบทันทีคือหัวใจหลักของเทคโนโลยีบล็อกเชน การยกเว้นรอบ T+1 นี้จึงถือเป็นการปลดล็อกสำคัญที่ทำให้กองทุนโทเคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เทคโนโลยีออกแบบมา
สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์และก้าวหน้าแม้ยังไม่มีกฎหมายใหม่
การปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 2571 และแผนพัฒนา Digital Securities Ecosystem ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อการระดมทุนและลงทุนที่รวดเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และโปร่งใสมากขึ้น ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะในประเด็นนี้ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. ถึง 11 ก.พ. 2569 โดยผู้มีส่วนได้เสียส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการที่เสนอ
ที่น่าสังเกตคือการปรับปรุงกฎเกณฑ์สำหรับกองทุนโทเคนสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก่อน แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 และอยู่ในระหว่างกระบวนการนิติบัญญัติก็ตาม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงนิยาม “นักลงทุนสถาบัน” เพิ่มเติม โดยให้ครอบคลุมโทเคนเพื่อการลงทุน (investment token) และโทเคนภาครัฐ (G-token) ในฐานะ “ทุนการลงทุน” เพื่อพิจารณาคุณสมบัติด้วย ซึ่งทำให้กรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมีความครอบคลุมมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. ปลดล็อกตลาดทุน! บริษัทหลักทรัพย์เตรียมเทรดโทเค็นดิจิทัลผ่านระบบใหม่ และ ก.ล.ต. ไฟเขียว! “นักลงทุนรายใหญ่” สามารถลงทุนใน Bitcoin ETF ได้แล้ว ผ่าน บลจ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ก.ล.ต. ดำเนินการพัฒนากรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการปรับกฎครั้งนี้เป็นก้าวที่มีนัยสำคัญสำหรับตลาดทุนไทย เพราะการยกเว้นรอบ T+1 คือสิ่งที่วงการมองว่าเป็นหัวใจของการทำให้กองทุนโทเคนทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่บนกระดาษ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือจะมีบริษัทจัดการกองทุนรายใดเป็นรายแรกที่ออกผลิตภัณฑ์ภายใต้กฎใหม่นี้จริงๆ และนักลงทุนรายย่อยจะเข้าถึงกองทุนโทเคนได้ง่ายขึ้นแค่ไหน เพราะตอนนี้ยังต้องดูว่าข้อกำหนดด้านการให้บริการแก่นักลงทุนประเภทต่างๆ จะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ทิศทางโดยรวมของ ก.ล.ต. ที่ขยับกฎหมายให้รองรับนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในระยะยาว
ภาพจาก AI
