สรุปบทความ
- AI agents ทำธุรกรรมบนบล็อกเชน 140 ล้านครั้งใน 9 เดือน โดย Binance Research ระบุว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบ Agentic Payments ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI
- B2C2 ในเครือ SBI Holdings เลือก Solana เป็นเครือข่ายหลักชำระ Stablecoin สำหรับสถาบัน ขณะที่ Visa, Mastercard, PayPal ก็รวม Solana เข้าระบบแล้ว
- กฎหมาย GENIUS Act ในสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้แล้ว ฮ่องกงเลื่อนใบอนุญาต Stablecoin ออกไป สะท้อนว่ากรอบกฎหมายทั่วโลกกำลังปรับตัวรับเศรษฐกิจ AI ที่เข้ามาเร็วกว่าคาด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
แม้การเติบโตของ AI agents และโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin จะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเครือข่ายอย่าง Solana และ Ethereum แต่สำหรับนักเทรดรายย่อย ภาพรวมยังไม่ชัดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงหรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ต่อสถาบันและระบบอัตโนมัติเป็นหลัก
ขณะที่นักเทรดไทยกำลังถกเถียงกันว่า Altcoin Season จะมาเมื่อไหร่ Bitcoin จะทะลุจุดสูงสุดใหม่หรือยัง สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงคือผู้ใช้งานรายใหญ่ที่สุดบนบล็อกเชนตอนนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น AI agents ที่ทำธุรกรรมผ่าน Stablecoin อย่างไม่รู้จักหลับ ไม่เคย panic sell และไม่สนใจ Altcoin Season Index ของคุณแม้แต่น้อย
ข้อมูลจากรายงานเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2569 เปิดเผยว่า AI agents ได้ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนรวมกันถึง 140 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 9 เดือน ขณะที่รายงานของ Binance Research ชี้ให้เห็นว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Agentic Payments” ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI ในปีที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าอะไร? เกมบนเครือข่ายบล็อกเชนเปลี่ยนไปแล้ว และโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin มูลค่ามหาศาลที่กำลังถูกสร้างขึ้นทั่วโลกอาจไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อนักเทรดรายย่อยอย่างเราอีกต่อไป
AI agents ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ จึงเลือก Stablecoin

เหตุผลที่ AI agents หันมาใช้ Stablecoin นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง พวกมันไม่ใช่มนุษย์ จึงไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมได้ ไม่สามารถผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนแบบ KYC ที่ออกแบบมาสำหรับคน และไม่สามารถใช้บัตรเครดิตได้ Circle เคยสาธิตให้เห็นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ว่า AI agents สามารถดำเนินการและชำระเงินได้อย่างอิสระโดยใช้ USDC และชี้ให้เห็นว่าวิธีการชำระเงินแบบดั้งเดิมจะไม่เพียงพอสำหรับการชำระเงินที่เริ่มต้นโดย AI
“>Nolly_Freeki ผู้สังเกตการณ์ในชุมชนคริปโตกล่าวในโพสต์บน X ว่า “เรากำลังเคลื่อนจาก ‘มนุษย์ใช้คริปโต’ ไปสู่ ‘AI agents ใช้คริปโต’ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น” ขณะที่ “>Praveen Kumar Verma ชี้ให้เห็นว่า “คริปโตกับ AI กำลังสร้างระบบการเงินอัตโนมัติ agents สามารถติดตามตลาด จัดสมดุลพอร์ต และดำเนินการเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเงินกำลังกลายเป็นวงจรที่ปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา”
นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทรนด์ AI Agent อาจไม่ใช่เหรียญ AI meme coin อย่างที่หลายคนคิด แต่จะเป็น Stablecoin, กระเป๋าเงินคริปโต และระบบยืนยันตัวตนบนบล็อกเชน นั่นหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานต่างหากที่เป็นตัวเปลี่ยนเกม ไม่ใช่โทเคนที่ผูกกับกระแส

Solana กลายเป็นทางด่วน Stablecoin ของสถาบันการเงิน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 B2C2 ผู้ให้บริการสภาพคล่องคริปโตในเครือ SBI Holdings ได้ประกาศกำหนดให้ Solana เป็นเครือข่ายหลักในการชำระ Stablecoin สำหรับลูกค้าสถาบัน Thomas Restout ซีอีโอของ B2C2 Group ระบุว่า Solana ได้สร้างสถานะที่แข็งแกร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ เนื่องจากให้ทั้งความเร็ว ความน่าเชื่อถือ และการรองรับปริมาณธุรกรรมขนาดใหญ่ที่ลูกค้าสถาบันต้องการ
ตัวเลขยืนยันได้ชัด ปริมาณการซื้อขาย Stablecoin ของ Solana แตะ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของสถิติรายเดือนก่อนหน้า มูลค่าตลาด Stablecoin บน Solana เพิ่มขึ้นจากประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์เป็น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดย USDC ครองส่วนแบ่งราว 70% ของ Stablecoin ทั้งหมดบน Solana คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แซงหน้า USDT ของ Tether ที่ 5.1 แสนล้านดอลลาร์อย่างชัดเจน
ที่สำคัญคือ Solana ไม่ได้มีแค่ B2C2 เป็นผู้เลือก ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ยักษ์ใหญ่อย่าง Visa, Mastercard, PayPal, Western Union และ Worldpay ล้วนรวม Solana เข้ากับระบบของตนแล้ว Visa เริ่มใช้ Solana ในการชำระเงิน USDC สำหรับธนาคารสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ด้วยความสามารถในการประมวลผล 5,500-7,200 ธุรกรรมต่อวินาที และหลังจากรวมซอฟต์แวร์ Firedancer เข้ากับเครือข่ายหลัก Solana แสดงศักยภาพรองรับได้มากกว่า 100,000 ธุรกรรมต่อวินาทีในการทดสอบ ซึ่งสูงกว่า Visa อย่างมาก
คำถามคือ ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ใช้ทางด่วนนี้มากที่สุด? เมื่อ AI agents สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ Solana สามารถรองรับปริมาณมหาศาลในราคาต่ำ คำตอบน่าจะชัดเจน
Stablecoin แซง Visa และ Mastercard รวมกันแล้ว แต่ใครเป็นคนใช้?
ข้อมูลที่น่าตกใจที่สุดอาจเป็นตัวเลขปริมาณธุรกรรม Stablecoin ทั้งระบบในปี 2568 ที่แตะ 33 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Visa รวมกับ Mastercard อยู่ที่ 24.8 ล้านล้านดอลลาร์ Stablecoin แซงยักษ์ใหญ่ระบบชำระเงินของโลกไปเรียบร้อย

แต่ลองถามตัวเองว่า คุณเคยจ่ายค่าข้าวด้วย USDC ไหม? ซื้อของออนไลน์ด้วย USDT บ่อยแค่ไหน? ถ้าคำตอบคือ “แทบไม่เคย” แล้วปริมาณธุรกรรมมหาศาลเหล่านี้มาจากไหน?
คำตอบส่วนหนึ่งคือสถาบันการเงิน แต่อีกส่วนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วคือ AI agents ที่ทำธุรกรรมระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร (Machine-to-Machine) จำนวนกระเป๋าเงินที่ใช้ Stablecoin เพิ่มขึ้นกว่า 53% ในรอบ 12 เดือน จาก 19.6 ล้านเป็น 30 ล้านราย ณ เดือนพฤษภาคม 2568 และ AI agents ไม่ได้ใช้แค่กระเป๋าเงินเดียว พวกมันสร้างกระเป๋าเงินใหม่ได้อัตโนมัติ โอนเงินระหว่างกัน จ่ายค่าบริการ API สร้างสัญญาฝากทรัพย์ (Escrow) และจัดการงบประมาณ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีมนุษย์เกี่ยวข้อง
Base เครือข่าย Layer 2 ของ Ethereum โดย Coinbase ก็เพิ่งเปิดเผยกลยุทธ์ปี 2569 ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับตลาดบนเครือข่าย ดังที่เห็นในกราฟิกด้านล่างซึ่งแสดงเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ตลาดสินทรัพย์ 24 ชั่วโมง 7 วัน, การชำระเงินด้วย Stablecoin ที่เร็วและถูก, และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับนักพัฒนาและ AI agents

กฎหมายทั่วโลกกำลังปูทางให้เศรษฐกิจเครื่องจักร

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขธุรกรรมคือกรอบกฎหมายที่กำลังถูกผลักดันอย่างเร่งด่วนทั่วโลก ซึ่งเมื่อมองลึกลงไป จะเห็นว่าถูกออกแบบมาให้รองรับเศรษฐกิจอัตโนมัติของเครื่องจักรไม่แพ้การใช้งานของมนุษย์
ในสหรัฐฯ กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ได้สร้างกรอบการกำกับดูแลที่ครอบคลุมสำหรับ Stablecoin กำหนดให้มีการหนุนด้วยเงินดอลลาร์หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในอัตราส่วน 1:1 กฎหมายนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง มันเป็นการสร้าง “มาตรฐาน” ที่ทำให้ AI agents สามารถใช้ Stablecoin ได้อย่างมั่นใจ เพราะรู้ว่าค่าเงินจะคงที่ ไม่ถูกหลอก และมีกฎระเบียบรองรับ
ที่ฮ่องกง พระราชบัญญัติ Stablecoin มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 กำหนดให้มีระบบใบอนุญาตสำหรับผู้ออก Stablecoin และบังคับให้มีเงินสำรอง 100% แต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 มีรายงานว่าการออกใบอนุญาตชุดแรกถูกเลื่อนออกไป แม้ว่าหน่วยงานการเงินฮ่องกง (HKMA) จะยืนยันว่ากำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ ที่น่าสังเกตคือฮ่องกงยังได้สรุปการบังคับใช้กฎ Basel crypto ซึ่งกำหนดน้ำหนักความเสี่ยงสูงถึง 1,250% สำหรับสินทรัพย์โทเคนบนบล็อกเชนแบบไม่ได้รับอนุญาตในมือธนาคาร
ทำไมฮ่องกงถึงระมัดระวังขนาดนี้? หนึ่งในเหตุผลที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงคือ เมื่อ AI agents เข้ามาเป็นผู้ใช้รายใหญ่ ความเสี่ยงเชิงระบบจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องจักรไม่มีอารมณ์ แต่ถ้าตั้งโปรแกรมผิด หรือเกิด bug ในอัลกอริทึม ธุรกรรมอัตโนมัตินับล้านรายการอาจพังทลายได้ในพริบตา การเลื่อนใบอนุญาตอาจไม่ใช่ความล่าช้า แต่เป็นความระมัดระวังต่อโลกใหม่ที่ผู้กำกับดูแลยังเข้าใจไม่หมด

Altcoin Season ที่แท้จริง อาจเป็นเกมของเครื่องจักร

ลองจินตนาการว่า AI agent ตัวหนึ่งตรวจพบโอกาสในการ arbitrage ระหว่าง Stablecoin สองเครือข่าย มันสามารถดำเนินการได้ภายในมิลลิวินาที โอนเงินข้ามเครือข่าย ซื้อ-ขาย และนำกำไรกลับมา ทั้งหมดนี้ก่อนที่มนุษย์จะกดเปิดแอปเทรดด้วยซ้ำ
“>Axel Thorne นักวิเคราะห์ในชุมชนคริปโตระบุหลังจากวิเคราะห์เชิงลึกหลายชิ้นว่า “agents ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการ แต่ไม่ได้สร้างความได้เปรียบด้วยตัวเอง” นี่เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะหมายความว่า AI agents ไม่ได้ “ฉลาดกว่า” นักเทรดมนุษย์โดยตัวมันเอง แต่พวกมัน “เร็วกว่า” อย่างไม่สามารถเทียบได้ และในโลกของการเงินบนเครือข่าย ความเร็วคือทุกสิ่ง
เมื่อ AI agents สามารถหมุนเวียนเงินทุนระหว่างโปรโตคอล DeFi ต่างๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง “Altcoin Season” ที่แท้จริงอาจไม่ใช่การที่เหรียญเล็กพุ่งขึ้นตาม Bitcoin อีกต่อไป แต่เป็นการที่ AI agents หมุนเวียนสภาพคล่องไปมาระหว่าง Stablecoin, DeFi protocol และสินทรัพย์โทเคนต่างๆ ในอัตราที่มนุษย์ไม่สามารถตามทัน สิ่งที่เรามองเห็นเป็น “ปริมาณการเทรดที่เพิ่มขึ้น” อาจเป็นแค่ร่องรอยของเครื่องจักรที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
Ethereum ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ข้อมูลจาก Token Terminal แสดงให้เห็นว่า ณ ต้นเดือนมกราคม 2569 Ethereum ถือครองสินทรัพย์โทเคนมากกว่า 65% และประมวลผลสินทรัพย์โทเคนมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 BlackRock ยังวางตำแหน่ง Ethereum เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับการชำระบัญชีบนเครือข่าย Standard Chartered คาดการณ์ว่าตลาดสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกโทเคนจะสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบน Ethereum

สิ่งที่นักเทรดไทยควรรู้และเตรียมรับมือ

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนไทยอย่างไร? ประการแรก ปริมาณการเทรดที่คุณเห็นบนเครือข่ายอาจไม่ได้สะท้อนความต้องการของมนุษย์อีกต่อไป การวิเคราะห์ on-chain ที่เคยใช้ได้ผลอาจต้องปรับเปลี่ยน เพราะ “เจ้ามือ” ยุคใหม่ไม่ใช่คนที่ถือกระเป๋าเงินใหญ่ แต่เป็นกลุ่ม AI agents ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ประการที่สอง Stablecoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในระบบนิเวศคริปโต ไม่ใช่เพราะมนุษย์ต้องการที่พักพิงจากความผันผวน แต่เพราะมันเป็น “เลือด” ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเครื่องจักร ตลาด DeFi ทั่วโลกมีมูลค่า 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 4.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2575 การเติบโตส่วนใหญ่นี้จะถูกขับเคลื่อนโดยธุรกรรมอัตโนมัติ
ประการที่สาม โครงการที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ AI agents ทำงานบนเครือข่ายจะเป็นผู้ชนะตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น Solana ที่กำลังกลายเป็นทางด่วนสำหรับสถาบัน, Ethereum ที่ยังคงเป็นชั้นชำระบัญชีหลัก หรือ Base ที่ออกแบบมาเพื่อ AI agents โดยเฉพาะ
ความเห็นผู้เขียน
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อทำให้ใครตกใจ แต่เขียนเพราะรู้สึกว่ามุมมองนี้ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย เราใช้เวลาทั้งวันไล่ดูว่า Altcoin Season Index ขยับหรือยัง BTC Dominance ลดหรือเปล่า แต่ไม่เคยถามตัวเองว่า “ใครกันแน่ที่กำลังเทรดอยู่บนเครือข่ายเหล่านี้?”
ตัวเลข 140 ล้านธุรกรรมใน 9 เดือนจาก AI agents เป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก แต่ผมยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่ามนุษย์ “กลายเป็นส่วนน้อย” แล้ว เพราะข้อมูลที่เปรียบเทียบธุรกรรม AI กับธุรกรรมมนุษย์ทั้งหมดยังไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ทิศทางนั้นชัดเจน สัดส่วนของ AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมันจะไม่ช้าลง
สิ่งที่ผมมองว่าน่าจับตาที่สุดคือการที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง SBI/B2C2 เลือก Solana สำหรับการชำระ Stablecoin ระดับสถาบัน ประกอบกับกฎหมาย GENIUS Act ในสหรัฐฯ และการเลื่อนใบอนุญาต Stablecoin ของฮ่องกง ทุกอย่างชี้ไปทางเดียวกัน โลกกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้ทั้งมนุษย์และเครื่องจักรใช้ได้ แต่ AI agents จะเป็นฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากมันได้เร็วกว่าและมากกว่า
สำหรับนักลงทุนไทย ผมคิดว่าแทนที่จะรอ Altcoin Season อาจถึงเวลาเริ่มมองว่า Stablecoin infrastructure และโปรโตคอลที่ AI agents เลือกใช้คืออะไร เพราะนั่นอาจเป็น “สัญญาณ” ตัวจริงที่บอกว่าเงินกำลังไหลไปทางไหน ไม่ใช่สัญญาณจากกราฟที่มนุษย์วาดขึ้นมา
ภาพจาก AI
