bitkub-banner

สัญญาณเตือน IMF ชี้หนี้โลกพุ่งเทียบยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะทั่วโลกต่อ GDP กำลังพุ่งสูงขึ้นจนเทียบเท่ากับช่วงวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 
  • สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ในครั้งนี้ไม่มีสัญญาณว่าหนี้จะลดลงหลังวิกฤตผ่านพ้นไปเหมือนในอดีต แต่กลับมีแนวโน้มทะยานทะลุสถิติเดิมอย่างต่อเนื่อง
  • วิกฤตหนี้นี้ส่งผลบวกต่อมุมมองของคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Bitcoin ที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงหากรัฐบาลเลือกพิมพ์เงินเข้าระบบและสร้างเงินเฟ้อ

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงเตือนถึงวิกฤตหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงจนใกล้แตะระดับเดียวกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าความน่ากลัวในรอบนี้คือ โครงสร้างหนี้ไม่ได้ปรับตัวลดลงตามวัฏจักรหลังจบวิกฤตเหมือนในอดีต แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน สภาวะนี้ต้อนให้รัฐบาลทั่วโลกจนมุมและต้องเผชิญกับการตัดสินใจกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการบริหารนโยบายการคลัง แต่สถานการณ์นี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้กับ Bitcoin ที่ถูกออกแบบมาให้ไร้ศูนย์กลางและมีจำนวนจำกัด ทำให้มันโดดเด่นขึ้นมาในฐานะหลุมหลบภัย 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงสภาวะวิกฤตหนี้สินที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกจนแทบจะอยู่ในระดับเดียวกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

IMF ระบุว่า ด้วยสภาวะหนี้ที่พุ่งสูงประกอบกับต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต่าง ๆ ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเลือกนโยบายการคลังที่ยากลำบากแบบเลี่ยงไม่ได้

กราฟของ IMF ได้บอกเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นตระหนก โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะทั่วโลกเมื่อเทียบกับ GDP มักพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวิกฤตการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายครั้งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1, วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่, สงครามโลกครั้งที่ 2, วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2008 มาจนถึงการแพร่ระบาดของโควิด 19

อย่างไรก็ดีการคาดการณ์สถานการณ์ในปัจจุบันนั้นต่างออกไปและไม่เหมือนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หนี้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาแค่ 2 ทศวรรษ เพราะข้อมูลบ่งชี้ว่าหนี้มีแต่ที่จะเพิ่มขึ้นและจะทะยานเหนือสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้

ความน่ากลัวของวิกฤตในครั้งนี้คือ การที่มันได้ทำลายรูปแบบโครงสร้างที่ผ่านมาทั้งหมด แทนที่หนี้จะลดลงหลังวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในครั้งนี้มันกลับต่างออกไปและยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าหนี้จะสามารถปรับตัวลดลงได้เลย

Era Dabla-Norris และ Rodrigo Valdes กล่าวในนิตยสาร F&D ว่า ความเชื่อมั่นกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการไกล่เกลี่ยลำดับความสำคัญที่ขัดแย้งกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลต่าง ๆ กำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างการใช้จ่ายภาครัฐ, การจัดเก็บภาษี และการชำระคืนหนี้

คำเตือนนี้เกี่ยวอะไรกับคริปโต

ประการแรก Bitcoin มักถูกยกให้เป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินเฟียต ซึ่งในยามที่รัฐบาลประสบกับปัญหาหนี้ล้นมือ เงินจะเฟ้อขึ้นเพื่อลดความรุนแรงของภาระหนี้ ทำให้คริปโตกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ถัดมาคือเรื่องของความเชื่อมั่นในสกุลเงินสากล เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ประสบกับปัญหานี้สาธารณะพุ่งขึ้นไม่หยุด ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นแรงกดดันให้กับดอลลาร์ อีกทั้งปัจจัยนี้จะนำไปสู่ข้อแรกเช่นเดียวกัน

ปัจจัยสุดท้ายคือ ความไม่มั่นคงทางนโยบายการเงิน โดยทาง IMF ได้ย้ำชัดว่ารัฐบาลไม่สามารถเบือนหน้าหนีจากการตัดสินใจยากๆ ได้แล้ว ซึ่งตามประวัติศาสตร์ความไม่มั่นคงทางการเมืองจะส่งผลทำให้เงินไหลไปยังสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบที่กำลังได้รับผลกระทบ

สำหรับคริปโตแล้วยิ่งรัฐบาลมีความเข้มงวดและตึงตัวยิ่งเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่กระจายอำนาจและไม่มีการขึ้นตรงต่อรัฐบาล เนื่องจากคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจแต่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และเทคโนโลยีค้ำอยู่เบื้องหลัง

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน: แม้ในระยะยาว Bitcoin จะทำหน้าที่รักษามูลค่าได้ดีเยี่ยม แต่ในความจริงระยะสั้น นักลงทุนต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดความตื่นตระหนก  Bitcoin ก็ยังคงถูกเทขายราวกับเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเอื้อต่อคริปโต แต่นักลงทุนก็ยังต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่รุนแรงอยู่ดี