สรุปข่าว
- The New York Times เผยแพร่รายงานสืบสวนระบุว่า Adam Back ซีอีโอของ Blockstream คือ Satoshi Nakamoto ตัวจริง โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์สไตล์การเขียนที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก
- Michael Saylor ออกมาโต้แย้งทันที โดยชี้ให้เห็นหลักฐานประวัติศาสตร์สำคัญคือ “อีเมลโต้ตอบ” ระหว่าง Satoshi และ Adam Back เรื่องระบบ Hashcash ซึ่งหากทั้งคู่เป็นคนเดียวกัน หมายความว่า Adam Back ต้องแกล้งส่งอีเมลคุยกับตัวเองอย่างแนบเนียน ซึ่งไม่สมเหตุสมผล
- บรรดานักพัฒนา และนักวิเคราะห์ในวงการอย่าง Jameson Lopp และ Joe Weisenthal ต่างประสานเสียงไม่เชื่อรายงานนี้ พร้อมย้ำว่า ตราบใดที่ยังไม่มีการใช้ Private Key ของบล็อกแรกสุดมาเซ็นยืนยัน ทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่การคาดเดา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา:Neutral
ข่าวการตามหาตัวตนของ Satoshi Nakamoto มักสร้างความตื่นตัวให้ตลาดในเชิงกระแสข่าว มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางราคา การที่บุคคลระดับ Michael Saylor ออกมาสยบข่าวลืออย่างรวดเร็วช่วยลดความตื่นตระหนกที่อาจเกิดขึ้น หากตลาดกังวลว่า “ผู้สร้าง” จะปรากฏตัวออกมาเคลื่อนไหวเหรียญจำนวนมหาศาล ดังนั้นราคา Bitcoin จึงยังคงเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดปกติ โดยไม่ได้รับแรงกระแทกจากทฤษฎีสมคบคิดในรอบนี้
รายงานสืบสวนชิ้นใหญ่จาก The New York Times ที่อ้างว่า สามารถเปิดเผยตัวจริงของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ได้สำเร็จ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก โดยนักข่าวสายสืบสวนชื่อดัง John Carreyrou ได้ใช้เวลากว่า 18 เดือนในการรวบรวมข้อมูล ก่อนจะระบุว่า Adam Back ซีอีโอของ Blockstream และหนึ่งใน cypherpunk รุ่นบุกเบิก คือผู้อยู่เบื้องหลังนามแฝงในตำนาน
แต่ Michael Saylor ผู้ก่อตั้ง Strategy กลับรีบออกมาเบรกกระแสนี้ทันที โดยโพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X มองว่า รายงานดังกล่าวมีจุดบอดทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน จนไม่สามารถมองข้ามได้
หลักฐานการเขียนคล้าย แต่ประวัติศาสตร์ขัดแย้ง
รายงานของ NYT ใช้เทคนิคการวิเคราะห์สไตล์การเขียน เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบภาษาและโครงสร้างประโยคระหว่างโพสต์ของ Satoshi ในเว็บบอร์ดชื่อดัง บรรจุภัณฑ์ทางความคิดใน Whitepaper และงานเขียนส่วนตัวของ Adam Back ซึ่งผลสรุปออกมาว่า มีความใกล้เคียงกันจนน่าจะเป็นคนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม Saylor แย้งว่า สไตล์การเขียนที่คล้ายกัน อาจเกิดจากบริบทของกลุ่ม cypherpunk ในสมัยนั้นที่มีแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวและการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีวิธีนำเสนอที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน
ทฤษฎีแกล้งคุยกับตัวเองที่ดูไม่น่าเป็นไปได้
จุดที่ทำให้ Michael Saylor มั่นใจว่า Adam Back ไม่ใช่ Satoshi คือ บันทึกอีเมลที่มีอยู่จริงระหว่างทั้งสองคนในช่วงเริ่มต้นของ Bitcoin ซึ่ง Satoshi เป็นฝ่ายส่งอีเมลหา Adam Back เพื่อหารือเกี่ยวกับระบบ Hashcash ที่ Back เคยสร้างไว้ในปี 1997 และถูกนำมาใช้อ้างอิงใน Bitcoin Whitepaper
หากทฤษฎีของ NYT ถูกต้อง นั่นหมายความว่า Adam Back ต้องวางแผนซับซ้อนถึงขั้นสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อส่งอีเมลโต้ตอบกับตัวเอง ซึ่ง Saylor มองว่า เป็นเรื่องที่เกินจริงและไร้น้ำหนักเกินไป
ไม่มีการใช้ Private Key ก็ไม่มีข้อพิสูจน์
Jameson Lopp นักพัฒนา Bitcoin ชื่อดังและ Joe Weisenthal จาก Bloomberg ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานชิ้นนี้ โดยระบุว่า Satoshi เป็นบุคคลที่ระมัดระวังตัวสูงมาก เกินกว่าจะถูกจับได้ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ภาษาธรรมดา พร้อมเตือนว่ารายงานลักษณะนี้อาจทำให้ Adam Back ต้องตกเป็นเป้าหมายของการคุกคามโดยไม่จำเป็น
สุดท้ายแล้วกฎเหล็กของโลกคริปโตยังคงเข้มแข็งเหมือนเดิม คือใครก็ตามที่สามารถเซ็นข้อความด้วย Private Key จากกระเป๋าเงินใบแรกของ Satoshi ได้ คนนั้นจึงจะเป็นผู้สร้างตัวจริงที่โลกยอมรับ
ที่มา : u.today
มุมมองผู้เขียน : การตามหาตัวจริงของ Satoshi Nakamoto กลายเป็นเหมือน มหกรรมความบันเทิง แต่สำหรับคนที่เข้าใจแก่นแท้ของ Bitcoin ความงดงามของ Bitcoin อยู่ที่การไร้เจ้าของ และไร้จุดศูนย์กลาง
การพยายามเอาชื่อหรือตัวตนของใครสักคนมาผูกติดกับ Bitcoin นั้นขัดต่ออุดมการณ์ของการกระจายอำนาจ (Decentralization) อย่างรุนแรง ตราบใดที่เหรียญในกระเป๋าของ Satoshi ยังคงนิ่ง และไม่มีใครเข้าถึงกุญแจส่วนตัวได้ Satoshi ก็จะยังคงเป็น “ปริศนาอันศักดิ์สิทธิ์” ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอิทธิพลเหนือเครือข่ายนี้ได้ตลอดไป
