สรุปข่าว
- ปริมาณการทำธุรกรรม Stablecoin พุ่งทะยานทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ธุรกรรมส่วนใหญ่ยังคงหมุนเวียนกระจุกตัวอยู่เฉพาะในโลกคริปโท เช่น การเก็งกำไรและจับคู่โอนสินทรัพย์ระหว่างโปรโตคอล
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ความเร็วในการโอนเงินไม่ใช่โจทย์ใหญ่อีกต่อไป แต่กำแพงสำคัญที่ทำให้ Stablecoin ยังล้มระบบการเงินดั้งเดิมไม่ได้คือ เรื่องใบอนุญาตทางกฎหมาย การกำกับดูแลของภาครัฐ และข้อจำกัดในการเชื่อมต่อระบบธนาคารแต่ละประเทศ
- ฟินเทคระดับโลกเลิกคิดที่จะล้มล้างระบบเดิม เปลี่ยนกลยุทธ์หันมาใช้ Stablecoin ทำหน้าที่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้าน ที่ช่วยเร่งความเร็วและลดต้นทุนแทน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างระบบชำระเงินระหว่าง Stablecoin กับสถาบันการเงินดั้งเดิมในครั้งนี้ เป็นข้อมูลสะท้อนภาพรวมการยอมรับใช้งานในโลกความจริง สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรักษามูลค่าเพื่อความเสถียร ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยการเก็งกำไร อุปสงค์ หรืออุปทานของบิตคอยน์บนกระดานเทรด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายสูงสุดของนวัตกรรมการชำระเงินคือ เรื่องความเร็ว”ซึ่งวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายบัตรระดับโลก ระบบโอนเงินเรียลไทม์ หรือแม้แต่ Stablecoin ที่สามารถโอนเงินข้ามโลกได้ในพริบตา แต่คำถามคือ ในเมื่อเทคโนโลยีมันสุดยอดขนาดนี้ ทำไม Stablecoin ถึงยังเข้าไปแทนที่ระบบการเงินดั้งเดิมไม่ได้สักที?
ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาโวลุ่มของ Stablecoin พุ่งทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นั่นคือ ตัวเลขลวงตาเพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่แค่ในโลกคริปโท ใช้เพื่อการเทรดหรืออาร์บิทราจเป็นหลัก ไม่เคยถูกนำมาจ่ายค่าสินค้า จ่ายเงินเดือน หรือใช้ในธุรกิจในชีวิตจริงเลย
พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีพร้อมแล้ว แต่การจะดันให้กลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลกยังห่างไกล ซึ่งคุณ Ray Yang ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง WasabiCard ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการโอนเงิน แต่อยู่ที่กำแพงด้านกฎระเบียบ สิ่งที่ยากและท้าทายกว่าความเร็วคือ การขอใบอนุญาต การปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง และการเชื่อมต่อกับระบบธนาคารดั้งเดิมให้ได้อย่างไร้รอยต่อต่างหาก
ทุกวันนี้ธุรกิจขยายตัวไปทั่วโลก การโอนเงินข้ามประเทศจึงถูกคาดหวังให้ง่ายเหมือนโอนในบ้านตัวเอง ปัญหาขององค์กรใหญ่ๆ จึงไม่ใช่การเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง Visa หรือ Mastercard แต่เป็นการปวดหัวกับความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะแต่ละประเทศมีกฎหมาย ข้อกำหนดใบอนุญาต และเงื่อนไขธนาคารที่ต่างกัน การสร้างโปรแกรมบัตรที่พ่วงกับ Stablecoin ให้ใช้ได้ในประเทศเดียวอาจจะทำได้ไม่ยาก แต่การจะทำให้รองรับและถูกกฎหมายในหลายๆ ประเทศพร้อมกันคือ จุดที่หลายบริษัทไปต่อไม่เป็น
ด้วยมูลค่าตลาดรวมที่สูงกว่า 320,000 ล้านดอลลาร์ บทบาทของ Stablecoin จึงเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นแค่เครื่องมือในตลาดคริปโท ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไปเสริมเขี้ยวเล็บให้ระบบการเงินเดิมทำงานได้ดีขึ้น แนวคิดที่กำลังมาแรงคือ Stablecoin ไม่จำเป็นต้องไปโค่นล้มระบบเก่า แต่เข้าไปอุดรอยรั่วแทน อย่างเช่นแพลตฟอร์มของ WasabiCard ที่เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ตัวเร่งและตัวเชื่อม” โดยนำ Stablecoin ไปฝังไว้บนโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายบัตรเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อช่วยประมวลผลการชำระเงินข้ามพรมแดนให้รวดเร็ว ถูกลง และใช้งานได้จริง โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องปรับตัวหรือรับรู้ถึงความซับซ้อนด้านหลังระบบเลย
แน่นอนว่า ความเร็วต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย การนำ Stablecoin มาใช้ในโลกจริงยังต้องพึ่งพาระบบบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ทั้งเรื่องคุณภาพสินทรัพย์หนุนหลังและความเสี่ยงที่เหรียญจะหลุด Peg
สุดท้ายแล้ว อนาคตของอุตสาหกรรมนี้จะไม่ถูกตัดสินด้วยคำถามที่ว่า “เทคโนโลยีใครเร็วกว่ากัน” แต่จะเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถซ่อนความยุ่งยากของข้อกฎหมาย ระบบธนาคาร และเทคโนโลยี แล้วแพ็กเกจออกมาเป็นบริการที่ธุรกิจใช้งานได้ง่ายที่สุด เพราะโจทย์ของสิบปีที่แล้วคือ “โอนให้เร็ว” แต่โจทย์ของยุคนี้คือ “ทำอย่างไรให้ใช้งานได้จริง ถูกกฎหมาย และขยายสเกลไปได้ทั่วโลก”
ที่มา : forbes
มุมมองผู้เขียน : ปัจจุบันหัวใจสำคัญที่องค์กรส่วนใหญ่ต้องหันมาใส่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ การได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้อง มีระบบบัญชีที่สอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในกรณีที่เหรียญหลุดมูลค่า (Peg) ดังนั้น ชัยชนะของ Stablecoin ในยุคต่อไปจึงไม่ใช่การมาแทนที่ระบบการเงินแบบเก่า แต่คือการหลอมรวมไปกับระบบเดิม เพื่อร่วมกันยกระดับและขับเคลื่อนระบบการเงินโลกให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง และปลอดภัยยิ่งขึ้น

