สรุปข่าว
- Jeremy Allaire CEO ของ Circle ยืนยันจะไม่อายัด USDC มูลค่าราว $230 ล้านที่ถูกขโมยจากการแฮก Drift Protocol โดยอ้างถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและปัญหาเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน
- การแฮก Drift Protocol เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2026 สูญเสียสินทรัพย์รวมประมาณ $285 ล้าน โดยเชื่อว่าเป็นฝีมือแฮกเกอร์เกาหลีเหนือกลุ่ม Lazarus ที่ใช้วิธีวิศวกรรมสังคมนานกว่า 6 เดือน
- Allaire ระบุว่า Circle กำลังทำงานร่วมกับทางการสหรัฐฯ เพื่อผลักดัน CLARITY Act ซึ่งจะสร้าง “safe harbor” ให้ผู้ออก Stablecoin สามารถดำเนินการได้ในกรณีแบบนี้ในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวนี้ส่งสัญญาณเชิงลบต่อความเชื่อมั่นใน DeFi และ Stablecoin เนื่องจากชุมชนตั้งคำถามถึงกลไกป้องกันเงินของผู้ใช้เมื่อเกิดเหตุแฮก อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อ USDC โดยตรงอาจจำกัด เพราะ Allaire ชี้ให้เห็นว่าการอายัดโดยไม่มีคำสั่งศาลอาจสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายให้ Circle เองได้เช่นกัน
เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle ได้แถลงต่อสื่อในงานประชุมที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ยืนยันจุดยืนของบริษัทที่จะไม่อายัด USDC มูลค่าราว $230 ล้านที่เชื่อมโยงกับการแฮก Drift Protocol เมื่อต้นเดือนเมษายน ตามรายงานจาก WuBlockchain และ Coin Bureau Allaire อธิบายว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องที่ Circle เผชิญ “ปัญหาทางศีลธรรม” เนื่องจากการอายัดกระเป๋าโดยไม่มีคำสั่งทางกฎหมายหรือคำสั่งจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอาจละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของผู้ถือ USDC รายอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแฮกได้
Drift Protocol ถูกแฮก $285 ล้าน เชื่อเป็นฝีมือเกาหลีเหนือ
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 Drift Protocol แพลตฟอร์ม DeFi บนเครือข่าย Solana ถูกโจมตีอย่างร้ายแรง ส่งผลให้สินทรัพย์ของผู้ใช้สูญหายประมาณ $285 ล้าน โดยในจำนวนนี้มี USDC ประมาณ $230-232 ล้านที่ถูกโอนข้ามเชนจาก Solana มายัง Ethereum ผ่านโปรโตคอล Cross-Chain Transfer Protocol (CCTP) ของ Circle เอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือกลุ่มแฮกเกอร์ Lazarus ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยใช้วิธีวิศวกรรมสังคมนานกว่า 6 เดือนในการแทรกซึมเข้าสู่ระบบ รวมถึงอาศัยฟีเจอร์ “durable nonces” ของ Solana เพื่อยึดการควบคุมระบบบริหารจัดการโปรโตคอล ตามรายงานจาก watchernewsx ซึ่งระบุว่าแฮกเกอร์มีเวลาหลายชั่วโมงในการโอนเงินออกในขณะที่ชุมชนตั้งคำถามว่า Circle ควรเข้าแทรกแซงในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่
Circle ยืนหยัดรอคำสั่งกฎหมาย พร้อมผลักดัน CLARITY Act
Allaire ชี้แจงว่า Circle มี “พันธกรณีที่ชัดเจนภายใต้กฎหมาย” ที่ต้องปฏิบัติตาม และการที่บริษัทเอกชนตัดสินใจอายัดกระเป๋าเงินโดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับนั้นเป็น “ข้อเสนอที่เสี่ยงมาก” นักกฎหมายหลายรายระบุว่าการดำเนินการโดยปราศจากคำสั่งจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอาจทำให้ Circle ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม Allaire ระบุว่า Circle กำลังทำงานร่วมกับทางการสหรัฐฯ เพื่อผลักดัน CLARITY Act ซึ่งจะสร้างกรอบกฎหมาย “safe harbor” ให้ผู้ออก Stablecoin อย่าง Circle สามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคต แนวทางนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างความคาดหวังของชุมชน DeFi ที่ต้องการให้ผู้ออก Stablecoin เข้าแทรกแซงในกรณีฉุกเฉิน กับข้อจำกัดทางกฎหมายที่บริษัทต้องเผชิญในโลกแห่งความเป็นจริง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า BlackRock, Goldman Sachs, Visa ร่วมทดสอบ Arc Testnet บล็อกเชนของ Circle ชูใช้ USDC เป็น Gas Fee และ Chainalysis เผยโวลุมยอดใช้จ่าย Stablecoin อาจแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า USDC และตลาด Stablecoin กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เหตุการณ์แฮก Drift ครั้งนี้ตอกย้ำว่าช่องว่างด้านกฎหมายในการกำกับดูแลยังคงเป็นปัญหาใหญ่
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าจุดยืนของ Allaire นั้นมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอยู่ แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่าชุมชนคริปโตมีความคาดหวังที่สูงกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อ Circle เองมีกลไกทางเทคนิคที่สามารถอายัดได้จริง ประเด็นที่น่าจับตาต่อไปคือ CLARITY Act จะคืบหน้าไปถึงไหน และจะมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนพอให้ Circle ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในกรณีแบบนี้หรือไม่ เพราะถ้ากฎหมายเดินตามเทคโนโลยีช้าเกินไป ความเสียหายจากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็คงเกิดซ้ำอีกแน่นอน
ที่มา: @WuBlockchain
เครดิตภาพจาก @coinbureau
