bitkub-banner

Aave เงินฝากหายวูบ 2.1 แสนล้านบาท กระแส DeFi ตายแล้วดังกระหึ่ม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • มูลค่าเงินฝาก (TVL) ของ Aave ดิ่งลงกว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.11 แสนล้านบาท) ขณะที่โทเคน AAVE ร่วงลง 16% สู่ระดับราคา $92 
  • ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ แฮกเกอร์โจมตีแพลตฟอร์ม Kelp DAO แล้วขโมยเหรียญ rsETH มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.3 พันล้านบาท) และนำมาค้ำประกันบน Aave เพื่อกู้ WETH ออกไป
  • Aave ต้องแบกรับหนี้เสีย 196 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.2 พันล้านบาท) ซึ่งอาจเกินขีดความสามารถของกองทุนสำรองและอาจกระทบต่อผู้ถือโทเคน stkAAVE

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish 

แพลตฟอร์ม Aave กำลังเผชิญวิกฤตหนี้เสีย 6.3 พันล้านบาท หลังแฮกเกอร์เจาะระบบ Kelp DAO แล้วนำโทเคน rsETH ที่ขโมยมาวางเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้ยืม WETH ออกจากระบบไป เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ยอดเงินฝาก (TVL) หายไปมหาศาลกว่า 2.11 แสนล้านบาท และสร้างความกังวลว่าหากกองทุนสำรองชดเชยความเสียหายไม่ไหว ภาระขาดทุนจะตกอยู่กับผู้ถือเหรียญ stkAAVE ทันที

Aave แพลตฟอร์มกู้ยืมอันดับ 1 ในวงการ DeFi กำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบแบบลูกโซ่จากเหตุการณ์แฮ็กโปรโตคอล Kelp DAO ถึงแม้สัญญา Smart Contract ของ Aave จะยังคงปลอดภัยแบบ 100% แต่กลับถูกหางเลขจนสูญเสียมูลค่าเงินฝาก (TVL) ไปมหาศาลกว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.11 แสนล้านบาท

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้เริ่มขึ้นจากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังแฮกเกอร์ได้ลงมือเจาะระบบ Cross-chain Bridge ของโปรโตคอล Kelp DAO และกวาดโทเคน rsETH ไปได้มากถึง 116,500 โทเคน คิดเป็นมูลค่ากว่า 292 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9.3 พันล้านบาท 

วิกฤตนี้เริ่มขึ้นเมื่อแฮกเกอร์เจาะระบบ Cross-chain Bridge ของ Kelp DAO และกวาดโทเคน rsETH ไปได้ถึง 116,500 โทเคน คิดเป็นมูลค่ากว่า 292 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.3 พันล้านบาท) จากนั้นแฮกเกอร์ได้นำ rsETH เหล่านั้นไปฝากเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน บน Aave V3 เพื่อดึงเอา Wrapped Ether (WETH) ซึ่งเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงออกมา ส่งผลให้ Aave ต้องแบกรับหนี้เสียก้อนโตถึง 196 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.3 พันล้านบาททันที 

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของ Aave จากที่เคยยืนยันว่ากองทุนสำรองจะเอาอยู่ กลับกลายเป็นความไม่แน่นอนในการหาทางชดเชย ยิ่งโหมกระแสความตื่นตระหนกให้นักลงทุน เพราะหากกองทุนเอาไม่อยู่ ภาระสุดท้ายจะตกไปอยู่ที่ผู้ถือเหรียญ stkAAVE ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายของแพลตฟอร์ม 

กระแส Defi ตายแล้วดังกระหึ่ม

เหตุการณ์ครั้งยังก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า DeFi ตายแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเงินที่หายไป แต่เป็นเรื่องของความซับซ้อนและความเปราะบางของระบบ

การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง จุดอ่อนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะแฮกเกอร์สามารถหลอกระบบ LayerZero ให้เชื่อว่า คำสั่งนั้นถูกต้อง ก่อนจะสั่งให้ Kelp ปล่อยเหรียญออกมา ทำให้โปรโตคอลต่างๆ ทั่วทั้งวงการต้องรีบสั่งระงับตลาดและหยุดการทำงานทันที ไม่ว่าจะเป็น Aave ที่สั่งหยุด rsETH หรือ Lido ที่ระงับการฝากสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง สร้างสภาวะชะงักไปทั่วกระดาน

ความรู้สึกเชิงลบนี้รุนแรงขึ้นเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเดือนนี้เพียงเดือนเดียว เราเห็นการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง เช่น โปรโตคอล Drift บน Solana ที่ถูกเจาะไปกว่า 285 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา รวมไปถึงโปรโตคอลอื่นๆ อย่าง CoW Swap, Zerion, Rhea Finance และ Silo Finance ที่ทยอยถูกแฮ็กไม่หยุดทำให้คำถามที่ว่าทำไมเราถึงยังอยู่ในวงการคริปโต? กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถาม 

ชำแหละความเสี่ยงโทเคนกลุ่ม LRT กระดูกสันหลัง DeFi

เหตุการณ์นี้คือบททดสอบสุดโหดของโทเคนตระกูล Liquid Restaking Tokens (LRT) อย่าง rsETH ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงจากผลตอบแทนจูงใจ แต่จุดบอดร้ายแรงคือ โมเดลประเมินความเสี่ยงที่มักถูกคำนวณไว้เพียงในสภาวะตลาดปกติ โดยลืมคิดถึงวันที่สินทรัพย์นั้นอาจมีมูลค่าเหลือศูนย์จากการถูกแฮ็ก 

เมื่อ Aave เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของวงการ DeFi การที่กระดูกสันหลังนี้ต้องเผชิญกับความสั่นคลอน ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของทั้งระบบ 

ในขณะที่รายงาน AAVE มีการซื้อขายกันอยู่ที่ $91.40 ลดลง 6.68% ตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap


มุมมองผู้เขียน: ในช่วงนี้ทิศทางของโทเคน AAVE อาจถูกกดดันด้วยแรงเทขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ความผิดพลาดจะไม่ได้เกิดจากระบบของตนเอง แต่สถานการณ์แบกรับหนี้เสียหลายพันล้านคือ ความเป็นจริงที่แพลตฟอร์มยังคงต้องเผชิญ ชะตากรรมของ AAVE หลังจากนี้ จะขึ้นอยู่กับความชัดเจนในแผนการจัดการหนี้เสียดังกล่าว

ที่มา:coindesk