bitkub-banner

ธนาคารเพื่อการลงทุนอายุ 64 ปีเผย ทุนใหญ่วอลล์สตรีทเริ่มสูญเสียศรัทธาในวงการคริปโทฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Jefferies LLC ออกโรงเตือน การเปิดรับคริปโตและโปรเจกต์บล็อกเชนของสถาบันการเงินอาจต้องสะดุดและชะลอตัวลงชั่วคราว
  • แฮกเกอร์ก่อเหตุเจาะระบบ KelpDao กวาดเงินไป 293 ล้านดอลลาร์ และจุดชนวนให้เกิดการแห่ถอนเงิน (Bank run) ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์บน Aave
  • ยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock และ Franklin Templeton อาจต้องแตะเบรก เพราะกังวลช่องโหว่ของเทคโนโลยี Cross-chain ที่ตกเป็นเป้าโจมตี

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Jefferies LLC ออกมาเตือนว่า วอลล์สตรีทอาจต้องแตะเบรกแผนการลงทุนบล็อกเชนและโปรเจกต์ Tokenization เอาไว้ชั่วคราว หลังเกิดเหตุการณ์แฮกแพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Kelp DAO ความเสียหายลุกลามจนทำให้คนแห่ถอนเงินระดับหมื่นล้านดอลลาร์ออกจาก Aave แม้ทุนใหญ่อย่าง BlackRock จะไม่ถึงขั้นถอนตัวจากวงการ แต่เหตุการณ์นี้ก็เขย่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันอย่างหนัก โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องช่องโหว่ความปลอดภัยบนเทคโนโลยี Cross-chain 

Jefferies LLC ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำอายุกว่า 64 ปีในสหรัฐฯ ออกโรงเตือนว่า สถาบันการเงินในวอลล์สตรีทอาจต้องระงับแผนการลงทุนและชะลอการเปิดรับเทคโนโลยีบล็อกเชนชั่วคราว หลังเกิดเหตุแฮ็กในวงการ DeFi ครั้งใหญ่ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันอย่างรุนแรง ตามรายงานจาก Bloomberg

รายงานระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากเหตุการณ์แฮกแพลตฟอร์ม Kelp DAO  มูลค่ากว่า 293 ล้านดอลลาร์ วิกฤตการณ์ครั้งนี้ลุกลามจนก่อให้เกิดการแห่ถอนเงินมูลค่ามหาศาลถึง 10,000 ล้านดอลลาร์บนแพลตฟอร์ม Aave ซึ่งเหตุการณ์นี้นับเป็นการเจาะระบบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี และเกิดขึ้นซ้ำรอยการโจรกรรมแพลตฟอร์ม Drift บนเครือข่าย Solana มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

รายงานระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากแพลตฟอร์ม Kelp DAO ที่สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 293 ล้านดอลลาร์ โดยผลกระทบได้ลุกลามจนก่อให้เกิดการแห่ถอนเงินในแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องอย่าง Aave มูลค่ามหาศาลถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการแฮก DeFi ครั้งใหญ่ที่สุดในปี 2026 

วิกฤตความปลอดภัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแส Tokenization ที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock และ Franklin Templeton กำลังทุ่มเทพัฒนา โดยหวังให้เทคโนโลยีนี้มีเสถียรภาพพอที่จะรองรับเม็ดเงินจากระบบการเงินดั้งเดิม 

Andrew Moss รองประธานอาวุโสฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Jefferies ประเมินว่า แม้ความเสียหายจะไม่ลุกลามถึงตลาดการเงินดั้งเดิม แต่การสูญเสียความไว้วางใจจะสร้างผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

Moss ระบุในรายงานว่า “แม้เราจะไม่ได้มองว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมจะถอนตัวจากคริปโตไปโดยสิ้นเชิง แต่การเปิดตัวหรือการขยายโครงการ Tokenization ในกลุ่มธนาคาร กองทุน และฟินเทคฯ มีแนวโน้มที่จะต้องชะลอตัวลงชั่วคราว” 

นอกจากนี้ Moss ยังย้ำเตือนว่า แม้ผลิตภัณฑ์ Tokenization ในปัจจุบันจะยังปลอดภัยเนื่องจากทำงานอยู่บนบล็อกเชนแบบระบบเดียว แต่หากสถาบันเหล่านี้ ต้องการขยายสเกลในอนาคต พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ Cross-chain เพื่อเชื่อมต่อไปยังบล็อกเชนอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดอ่อนหลักที่แฮกเกอร์ใช้ในเหตุการณ์เจาะระบบ DeFi รอบล่าสุด 

ประเด็นความปลอดภัยบนโลก DeFi จึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่วอลล์สตรีทไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์แฮกครั้งนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เม็ดเงินที่สูญเสียไป แต่เป็นการที่ Aave ซึ่งเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของระบบนิเวศ DeFi ถูกลากเข้าไปรับผลกระทบด้วย เมื่อเสาหลักของวงการยังโดน วิกฤตศรัทธาครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงถึงกลุ่มนักลงทุนสถาบัน

ที่มา:thestreet