สรุปข่าว
- เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตอยู่แล้วสามารถยื่นขอใบอนุญาตอนุพันธ์ได้ภายในนิติบุคคลเดิม โดยไม่ต้องตั้งบริษัทใหม่แยกต่างหาก
- การเปิดรับฟังความเห็นดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 20 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาตลาดทุนที่ครอบคลุมทั้งคริปโต ETF และคริปโตฟิวเจอร์
- หากกฎเกณฑ์ใหม่ผ่านการพิจารณา จะช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนการเข้าตลาดสำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย เปิดทางให้ผู้เล่นในตลาดเสนอผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การลดอุปสรรคการขอใบอนุญาตฟิวเจอร์จะดึงดูดผู้เล่นสถาบันและบริษัทคริปโตท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์ดิจิทัลในไทยได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มสภาพคล่องและความลึกของตลาดโดยรวม ส่งผลบวกต่อระบบนิเวศคริปโตในประเทศในระยะกลาง
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยได้เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้วสามารถยื่นขอใบอนุญาตอนุพันธ์ได้โดยตรงภายในนิติบุคคลเดิม โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทแยกต่างหากเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอีกต่อไป ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถส่งความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 20 พ.ค. 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างการออกใบอนุญาตของ ก.ล.ต. เพื่อลดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดสำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล
ที่มาและบริบทของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
การเปิดรับฟังความเห็นในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาตลาดทุนระยะ 3 ปีของไทยที่มุ่งผนวกสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับตลาดทุนกระแสหลัก ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่อนุญาตให้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงคริปโตและโทเคน เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดอนุพันธ์และตลาดทุน จากนั้น ก.ล.ต. จึงเริ่มแก้ไขพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการในฐานะสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับสัญญาอนุพันธ์ ร่างกฎเกณฑ์ใหม่ที่เปิดรับความเห็นอยู่นี้จึงเป็นขั้นตอนการนำนโยบายดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดรับความเห็นอีกฉบับหนึ่งที่ปิดรับพร้อมกันในวันเดียวกัน (22 เม.ย. 2569) ซึ่งเกี่ยวกับข้อเสนอขยายขอบเขตการกำกับดูแลบริษัทคริปโตให้ครอบคลุมถึงผู้ให้เงินทุนแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย มาตรการนี้มุ่งเน้นการต่อต้านการฟอกเงินและการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด
ผลกระทบต่อบริษัทคริปโตในไทยและนักลงทุน
หากร่างกฎเกณฑ์ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้วจะสามารถขยายบริการไปสู่ตลาดอนุพันธ์ได้โดยใช้โครงสร้างนิติบุคคลเดิม ลดต้นทุนการจัดตั้งบริษัทใหม่และภาระด้านกฎระเบียบ ซึ่งจะเปิดทางให้กระดานเทรดคริปโตในไทยเสนอผลิตภัณฑ์ฟิวเจอร์สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ลูกค้าได้โดยตรง สอดคล้องกับสิ่งที่นักลงทุนในตลาดโลกสามารถเข้าถึงได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงบังคับใช้มาตรการยืนยันตัวตน (KYC) อย่างเข้มงวด และยังคงห้ามใช้คริปโตเป็นสื่อกลางในการชำระเงินในชีวิตประจำวัน ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามการอัปเดตกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. ขยายนิยาม “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” คุมแหล่งเงินทุนในธุรกิจคริปโต ซึ่งเป็นมาตรการที่ดำเนินควบคู่กับการผ่อนคลายใบอนุญาตสำหรับการให้บริการอนุพันธ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก.ล.ต. กำลังเดินหน้าสองทิศทางพร้อมกัน คือขยายขอบเขตบริการในขณะที่เพิ่มความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเดินหน้าปรับกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ไทยรอบนี้น่าสนใจมาก เพราะการที่ไม่ต้องตั้งบริษัทใหม่เพื่อเสนอฟิวเจอร์นั้นช่วยลดต้นทุนและเวลาได้มากพอสมควรสำหรับผู้เล่นในตลาด สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือกระดานเทรดไทยรายใดจะรีบยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มก่อน และ ก.ล.ต. จะออกเกณฑ์คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่อนุญาตให้เสนอขายอย่างไร เพราะรายละเอียดตรงนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าตลาดฟิวเจอร์คริปโตไทยจะแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้จริงแค่ไหน
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI
