สรุปข่าว
- WSJ รายงาน World Liberty Financial ของตระกูลทรัมป์มีความสัมพันธ์กับโปรเจกต์คริปโตที่เชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการแก๊งต้มตุ๋นที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตร
- WLFI เผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งคดีความจาก Justin Sun ที่ฟ้องข้อหาฉ้อโกงและขู่ทำลายโทเคน และการสอบสวนจากสมาชิกสภาคองเกรสสายประชาธิปไตย
- ต้องจับตาว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อราคาโทเคน WLFI และ Stablecoin USD1 อย่างไร รวมถึงว่าจะมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการตามมาหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวจาก WSJ ที่ระบุชื่อ World Liberty Financial โดยตรงในความสัมพันธ์กับผู้ดำเนินการที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร สร้างแรงกดดันเชิงลบต่อโทเคน WLFI และ USD1 Stablecoin ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนสถาบันที่กำลังพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ของ WLFI ชะลอการตัดสินใจออกไป ภาพลักษณ์ของโปรเจกต์ที่เสียหายจากการพัวพันหลายเรื่องพร้อมกันยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นในตลาด
ตามรายงานจาก Watcher.Guru อ้างอิง Wall Street Journal รายงานว่า World Liberty Financial (WLFI) โปรเจกต์คริปโตของตระกูลทรัมป์ มีความสัมพันธ์กับโปรเจกต์คริปโตที่เชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการแก๊งต้มตุ๋นที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตร ข่าวนี้มาในช่วงที่ WLFI กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งในแง่กฎหมายและชื่อเสียง โดยล่าสุดเมื่อช่วงวันที่ 22-23 เม.ย. 2569 Justin Sun มหาเศรษฐีคริปโตได้ยื่นฟ้อง WLFI ต่อศาลในซานฟรานซิสโก ในข้อหาฉ้อโกงและขู่กรรโชก กล่าวหาว่า WLFI อายัดโทเคนและสิทธิ์ลงคะแนนของเขา ทั้งที่เขาลงทุนไปแล้วกว่า 75 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ WLFI ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อ
World Liberty Financial กับประวัติการพัวพันที่สะสมมาต่อเนื่อง
World Liberty Financial ก่อตั้งขึ้นเมื่อตุลาคม 2567 โดย Donald Trump พร้อมลูกชายทั้งสอง คือ Donald Trump Jr. และ Eric Trump รวมถึงนักธุรกิจอีกหลายคน ก่อนหน้านี้โปรเจกต์นี้เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมาแล้วหลายครั้ง โดยในเดือนพฤศจิกายน 2568 สมาชิกวุฒิสภาสายประชาธิปไตย อย่าง Elizabeth Warren และ Jack Reed เรียกร้องให้ทางการสอบสวนความเชื่อมโยงระหว่างการขายโทเคน WLFI กับกลุ่มที่ถูกคว่ำบาตร โดยระบุว่ามีกระเป๋าเงินบนบล็อกเชนที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือ รวมถึงกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซียและอิหร่านเข้ามาซื้อโทเคนกำกับดูแล (Governance Token) ของ WLFI
นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2569 มีรายงานจาก WSJ ว่าบริษัท Aryam Investment 1 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชีค Tahnoon bin Zayed Al Nahyan แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อซื้อหุ้น 49% ใน WLFI มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งของเงินดังกล่าวถูกจ่ายล่วงหน้า ซึ่งรายงานของคณะกรรมการชั้นล่างสภาสหรัฐฯ ระบุว่าตระกูลทรัมป์กำลังเปลี่ยนตำแหน่งประธานาธิบดีให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างรายได้ส่วนตัว” ผ่านโครงการคริปโต
ผลกระทบต่อ WLFI และ USD1 ท่ามกลางวิกฤตความน่าเชื่อถือ
สถานการณ์ที่ WLFI เผชิญอยู่ในขณะนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ทั้งคดีฟ้องร้องจาก Justin Sun ที่อ้างว่า WLFI ซ่อนฟังก์ชั่นอันตรายไว้ใน Smart Contract และกล่าวหาว่าถูกขู่ทำลายโทเคน WLFI ในพอร์ตมูลค่ากว่า 80 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการรายงานของ WSJ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการที่ถูกคว่ำบาตร ล้วนกดดันภาพลักษณ์ของโปรเจกต์อย่างหนัก ในด้านสเตเบิลคอยน์ USD1 ซึ่ง WLFI เปิดตัวเมื่อมีนาคม 2568 และได้รับการนำไปใช้ในดีลใหญ่อย่างการลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ของอาบูดาบีใน Binance ก็อาจได้รับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่อง Justin Sun ยื่นฟ้อง World Liberty ของทรัมป์เผยโดนขู่เผาเหรียญ WLFI ในพอร์ตทิ้ง และ ทรัมป์ถูกกล่าวหา “ทุจริตอย่างโจ่งแจ้ง” หลังพบ UAE ลงทุน $500 ล้าน ในธุรกิจคริปโตครอบครัว มาแล้ว ซึ่งรายงานล่าสุดจาก WSJ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วงกว่าข่าว WLFI ก่อนหน้าพอสมควร เพราะการพาดพิงถึงผู้ดำเนินการที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรโดยตรง ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในแง่กฎหมาย และอาจดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแลได้ง่าย แม้ยังไม่มีการสรุปว่า WLFI ทำผิดอะไร แต่ในโลกคริปโตที่ “ภาพลักษณ์” สำคัญมากต่อความเชื่อมั่น การถูกพัวพันชื่อในรายงาน WSJ ลักษณะนี้ก็สร้างความเสียหายได้ไม่น้อย ต้องจับตาดูว่า WLFI จะออกมาชี้แจงอย่างไร และหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการดำเนินการอะไรต่อจากนี้หรือเปล่า
ที่มา: @WatcherGuru
ภาพจาก AI
